สิ้นคําของมัน ไม่ว่าจะหวูหงชิงหรือหมีชวนก็พยักหน้าออกมาเบาๆโดยไม่รู้ตัว
“จ้าววิหารหวี่”
ต้วนหลิงเทียนไม่แยแสพระอาจารย์หมี่เยี่ยน เพียงหันไปมองกล่าวกับหวูหงชิงเสียงเรียบ “ข่าวเทพเบญจธาตุที่ข้ามีนั้น หากเป็นเท็จก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นความจริงมันที่ชิงร่างข้าแล้วก็สามารถเลือกจะโกหกว่าที่ข้าพูดมาเป็นเรื่องเหลวไหล และเลือกที่จะอุบเงียบไว้ไม่แบ่งปันกับเจ้าได้”
“เพราะข่าวเทพเบญจธาตุที่ข้าไม่ใช่ข่าวธรรมดาๆสถานที่แห่งนั้น เจ้าสามารถครอบครองเทพเบญจธาตุได้ครบทั้ง 5 ธาตุ”
“หากข้าพาพวกเจ้าไปที่นั่น…ไม่แน่ว่าพวกเจ้าแต่ละคนก็อาจจะได้ครอบครองเทพเบญจธาตุที่ ต้องการกันครบคน”
ทันทีที่ต้วนหลิงเทียนพูดจบ หวูหงชิงก็ขมวดคิ้วทันที เพราะก่อนหน้ามันไม่ทันคิดถึงเรื่องนี้ แต่พอได้ยินที่ต้วนหลิงเทียนพูดมา มันก็รู้สึกว่ามีเหตุผลจริงๆ
“เจ้าหนู! อย่าได้คิดหว่านเมล็ดพันธุ์ความบาดหมางใส่พวกเราเสียให้ยาก!”
ใบหน้าพระอาจารย์หมี่เยี่ยนเปลี่ยนเป็นเย็นชา มุมปากยกยิ้มเยาะพลางกล่าวว่า “ในความคิดข้า เจ้ามิพ้นคิดใช้โอกาสนี้ออกจากวิหารเชิงย่าวเพื่อหาทางหลบหนีกระมัง?”
“ถึงข้าคิดแบบนั้นแล้วจะอย่างไร?”
ต้วนหลิงเทียนมองพระอาจารย์หมี่เยี่ยนด้วยสายตาทําราวกับมองตัวโง่งม จากนั้นค่อยหันไปมองหวูหงชิง พลางกล่าวเสียงหนัก “จ้าววิหารหรู เจ้าเองก็น่าจะรู้ว่าตอนนี้ข้ารู้ตัวเองดีว่าไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์อะไรได้แล้วกระมัง?”