หากเป็นไพ่ตายของวิหารเฟิงฮ่าวจริง ขอเพียงเอาชนะหวงเฉวียนอันและแทนที่ได้ สิ่งนี้ก็เสมือนประกาศศักดิ์ดาทำให้อัจฉริยะคนอื่นๆไม่มีความคิดท้าทายให้แพ้พ่ายสืบไป…เพราะสำหรับอัจฉริยะส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่เขา ต่อให้ท้าไปก็มีแต่แพ้กับแพ้
‘ในเมื่อหงหยวนไม่ใช่…เช่นนั้นก็เหลือแค่ 2 คนเท่านั้น’
‘คนหนึ่งก็เป็นอัจฉริยะที่วิหารเฟิงฮ่าวฝึกฝนมาเองอย่างซือหม่ารุ่ย ส่วนอีกคนก็ถังซานเป่า…’
พอคิดถึงจุดนี้ ต้วนหลิงเทียนก็อดหันไปมองถังซานเป่าที่นั่งด้านหลังไม่ได้ และพอถังซานเป่าสังเกตเห็นเขาหันกลับมามอง มันก็เลิกคิ้วกล่าวถามด้วยหน้าตาสงสัย “ว่าไงพี่น้องต้วน?”
“เปล่า”
ต้วนหลิงเทียนส่ายหัวไปมาเบาๆ ก่อนจะหันหน้ากลับ
ซือหม่ารุ่ยกับถังซานเป่า เขาเชื่อว่าคนหลังน่าจะเป็นไปได้มากกว่า
ถังซานเป่านั้นต่างจากซือหม่ารุ่ยมาก อีกฝ่ายทำให้เขารู้สึกมองไม่ออกมาแต่แรก และบุคลิกก็แลดูจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาราวกับคนละคน ปกติก็แลเหมือนคนคุ้นเคย แต่ยามเผยพลังอันน่าทึ่งในการประลองก็ทำให้รู้สึกเย่อหยิ่งน่าเกรงขามไม่เบา
ในขณะที่ต้วนหลิงเทียนครุ่นคิดไปเรื่อย หงหยวนกับโจวหย่งฉีก็ได้ประมือแลกกระบวนท่ากันดุเดือดแล้ว
โจวหย่งฉี ในฐานะศิษย์ปิดสำนักของจักรพรรดิสวรรค์ฉีหงเทียน โจวปิงหวู่ ย่อมไม่ใช่ชนชั้นต่ำทราม เมื่อเผชิญหน้ากับหงหยวนที่ท้าทาย มันก็ไม่ได้แลดูตึงมืออะไรมากมาย