เรียกว่าจังหวะนี้จักรพรรดิสวรรค์อู๋หยาเทียนถึงกับอึ้งจนลืมโกรธ อาการมันแลดูเฉื่อยชาปานตัวโง่งมอยู่บ้าง และหลังจากผ่านไปพักหนึ่งพอได้สติแล้ว มันก็ส่งเสียงเปี่ยมโทสะผ่านพลังส่งตรงถึงหูจงกุ้ยอวีว่า “เด็กน้อยสามหาวเจ้า ช่างกล่าววาจาคําโตอะไรเยี่ยงนี้!”
“ที่แท้ผู้ใดเป็นอาจารย์ของเจ้ากันแน่! หรือเจ้าคิดว่าข้าคนนี้ยังอ่อนด้อยกว่าอาจารย์เจ้า?”
เผชิญหน้ากับจักรพรรดิสวรรค์อู๋หยาเรียนที่มีโมโห สีหน้าจงกุ้ยอวี่ยังคงสงบเฉยเมย “อะไร? หรือเจ้าจักรพรรดิสวรรค์อู๋หยาเทียนคิดไปชี้แนะอาจารย์ข้า?”
“หากมันกล้า ข้าก็ไม่รังเกียจ!”
จักรพรรดิสวรรค์อู๋หยาเทียนกล่าวคําด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เจ้าแน่ใจรึ? หากเจ้าแน่ใจจริงๆ…เช่นนั้นหลังจบศึกอัจฉริยะสวรรค์ ข้าจะบอกเรื่องนี้กับท่านอาจารย์ และให้ท่านอาจารย์ไปเยือนพระราชวังจักรพรรดิสวรรค์อู๋หยาเทียนเพื่อรับคํา “ชี้แนะสักครา…”
รอบนี้เสียงกล่าวตอบของจงกุ้ยอวี่ ยังแฝงความหยอกล้อไม่น้อย
ด้านจักรพรรดิสวรรค์อู๋หยาเทียนเอง พอได้ยินน้ำเสียงหยอกล้อของจงกุ้ยอวี่ ก็เริ่มรู้สึกว่ามีอะไรผิดท่า เร่งส่งเสียงผ่านพลังไปถามต่อว่า “ที่แท้อาจารย์ของเจ้าเป็นผู้ใด”
“ถึงข้าบอกเจ้าไป เจ้าก็ไม่รู้จักหรอก…อย่างไรก็ตามเจ้าเพียงรู้ไว้เรื่องหนึ่งก็พอ ด่านพลังฝึกปรือของท่านอาจารย์ข้า ได้ก้าวข้ามขอบเขตจักรพรรดิอมตะ จนบรรลุถึงขอบเขตเทพตั้งแต่หลายร้อยปีก่อนแล้ว”