หลังจากต้วนหลิงเทียนกลับออกมาจากสถานที่ทดสอบแล้ว เขาก็เดินตามอาวุโสของวิหารเฟิงฮ่าวที่รออยู่คนหนึ่ง ไปยังสถานที่ๆเรียกว่าโถงจอมราชันอมตะของวิหารเฟิงฮ่าว
อาวุโสของวิหารเฟิงฮ่าวที่กำลังพาเขาไปยังโถงจอมราชันอมตะนั้น สวมใส่ชุดคลุมลมดำแถมมีหน้ากากปกปิดใบหน้ามิดชิด ทำให้เขาไม่อาจแลเห็นหน้าค่าตาอีกฝ่ายได้เลย
“เจ้าสมควรคิดสมญานามของเจ้าไว้ก่อน พอไปถึงโถงจอมราชันอมตะ ข้าจักได้บันทึกสมญานามของเจ้าได้เลย”
เสียงของอาวุโสวิหารเฟิงฮ่าวดังเข้าหูต้วนหลิงเทียน ฟังแล้วช่างแหบแห้งและมีอายุไม่น้อย ทว่ากลับเต็มไปด้วยพลังกล้าแข็ง
“ข้าได้คิดเอาไว้แล้ว”
ต้วนหลิงเทียนกล่าว
หลังจากอาวุโสวิหารเฟิงฮ่าวพาต้วนหลิงเทียนมาถึงโถงจอมราชันอมตะ เขาก็ได้เอ่ยบอกสมญานามที่คิดเอาไว้นานแล้วออกไปทันที “หมอกพิรุณ”
จากนี้ไปต้วนหลิงเทียนก็จะกลายเป็นจอมราชันอมตะสมญานาม และมีชื่อเรียกว่า จอมราชันอมตะหมอกพิรุณ
และหลังจากเข้ามาในโถงจอมราชันอมตะ ต้วนหลิงเทียนก็พบได้ทันที ไม่ว่าจะเสา ผนัง กำแพง หรือเพดาน ล้วนมีสมญานามสลักเอาไว้เต็มไปหมด!
และหากแผ่สำนึกเทวะไปตรวจสอบสมญานามเหล่านั้น ก็จะพบบันทึกประวัติโดยสังเขปอีกด้วย