พออีกฝ่ายกล่าวจบ ต้วนหลิงเทียนก็อึ้งไปพักหนึ่ง และถามแทรกขึ้นมาทันที “พี่เมิง…ท่านคงไม่ได้จะบอกว่า เส้นทางพาดทับของท่าน…คือการพ่ายแพ้จักรพรรดิสวรรค์ฟงชิงหยางเฉยๆ ไม่ใช่เพราะรู้จักกันอะไรแบบนั้นหรอกนะ?”
“ก็ได้พบเจอประลองกันแล้วแพ้พ่าย ไม่ใช่ว่าก็เสมือนเส้นทางได้พาดผ่านกันแล้วรึ?”
เมิ่งห่าวซวนกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง
ต้วนหลิงเทียนรู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้าง
หากเช่นนี้ถือว่าเส้นทางพาดผ่าน แล้วเขาล่ะเรียกว่าอะไร? เพราะเขาเป็นผู้ที่เคยได้รับสืบทอดมรดกยอดใจกระบี่ที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ในบ้านเกิดเชียวนา?
หลังจากนั้นต้วนหลิงเทียนกับเมิ่งห่าวซวนก็ร่วมเดินทางตระเวนหาคนอยู่อีก 2 วันกว่าจะพบเจอบุคคลที่ 3
บุคคลที่ 3 ที่ว่าเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ มาในชุดคลุมสีเทา คิ้วหน้าตาโต ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายดุร้ายดิบเถื่อน ไม่คล้ายผู้คน
“คนผู้นี้มิใช่มนุษย์”
เมิ่งห่าวซวนส่งเสียงผ่านพลังไปคุยกับต้วนหลิงเทียน ขณะพากันเหินร่างเข้าไปหาชายหนุ่มร่างสูงใหญ่
“ข้าว่างั้น”
ตั้งแต่ที่ยังไม่ได้เข้าใกล้อีกฝ่าย ต้วนหลิงเทียนก็สัมผัสได้แต่แรกว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกจากร่างอีกฝ่ายมันดุร้ายและแข็งกร้าวอย่างเป็นธรรมชาติเกินไป ประหนึ่งสัตว์ป่าที่กระหายเลือดตลอดเวลาอย่างไรอย่างนั้น นี่ไม่ใช่อะไรที่มนุษย์จะมีได้แน่นอน
“หืม?”