ขณะกล่าวถึงประโยคนี้ รอยยิ้มดูแคลนบนใบหน้าหูเหมยก็กลายเป็นหยามเหยียดไม่มีชิ้นดี
“หูเหมย เจ้าอยากตายนักหรือ?”
ได้ยินวาจาถากถางของหูเหมย สีหน้าชายหนุ่มก็เปลี่ยนไปทันที มันโมโหจนหน้าเริ่มแดง ลูกตากลายเป็นเยียบเย็นฉายชัดถึงความอาฆาตแค้น
“ทำไม? หรือเซียวฉงอี้เจ้าคิดท้าประลองกับข้า?”
หูเหมยคลี่ยิ้มแสยะ “เช่นนั้นข้าก็อยากรู้นัก ว่าไม่นานมานี้เซียวฉงอี้เจ้าก้าวหน้าขึ้นมากน้อยเพียงใด…”
“เพราะหากข้าจำไม่ผิด…ครั้งสุดท้ายที่เจ้าท้าข้า ดูเหมือนคนแพ้จะไม่ใช่ข้า ทั้งไม่ทราบสุนัขตัวใดกันที่ร่ำร้อง ‘ข้ายอมแพ้แล้ว’ เสียงดังอย่างขลาดเขลาต่อหน้าข้าวันนั้น…”
กล่าวถึงประโยคท้ายรอยยิ้มเย้ยเยาะบนใบหน้าหูเหมย ก็กลายเป็นรอยยิ้มแดกดันหยันหยาม ทำให้สีหน้าชายหนุ่มมืดดำคล้ำลงปานจะคั้นได้เป็นน้ำหมึก!
“หูเหมย พอได้แล้ว”
ตอนนี้เองชายหนุ่มในชุดคลุมสีน้ำเงินพลันกล่าวตัดบทออกมาด้วยน้ำเสียงห้ามสงสัย คุกคามผู้คนไม่น้อย!
“หานอวิ๋นจิ่น หากข้าเป็นเจ้าข้าคงไม่กล้าเสนอหน้ามาเจอหว่านเอ๋ออีกครั้งหรอก”
ถึงแม้ชายหนุ่มในชุดคลุมสีน้ำเงินจะแลดูไม่ง่ายที่จะล่วงเกิน แต่หูเหมยก็ไม่ได้พูดกับมันดีๆ น้ำเสียงยังเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียจฉันท์นัก
“ศิษย์น้องเล็ก”