หงเฟยไม่เชื่อคำพูดของฮ่วนเอ๋อได้ แต่ไม่อาจไม่เชื่อคำพูดของฉือหล่าง อย่างไรก็ตามถึงมันจะเชื่อฉือหล่าง แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยอยู่บ้าง
‘ช่างเถอะ…ก็แค่รอดูกันไป ตราบใดที่ศิษย์น้องเล็กเอาชนะหวงลู่หนานนั่นได้ ก็จะได้รับสถานะศิษย์อัจฉริยะทันที…ถึงตอนนั้นข้าอยากจะเห็นนัก ว่าหน้าเจ้าหลิวเจี้ยนนั่นมันจะบูดเป็นตูดหมึกเพียงใด…’
พอคิดถึงจุดนี้ หงเฟยก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองหลิวเจี้ยน จากนั้นมุมปากก็เริ่มยกยิ้มแสยะขึ้นมา
“มายิ้มหน้าโง่อะไรของเจ้าหงเฟย นี่เจ้าคงมิใช่กำลังฝันกลางวัน ว่าศิษย์น้องของเจ้าจะเอาชนะศิษย์น้องของข้าได้อยู่หรอกนะ?”
เห็นสีหน้าทั้งรอยยิ้มเย้ยเยาะของหงเฟย หลิวเจี้ยนย่อมคาดเดาได้ออกวว่าหงเฟยคิดอะไรอยู่
“หลิวเจี้ยน ขอให้เจ้าทำหน้าระรื่นแบบนั้นไปได้ตลอดเถอะ!”
พอกล่าวสวนไปจบคำ หงเฟยก็รู้ดีว่ามันไม่มีทางอื่นนอกจากเชื่อมั่นพลังฝีมือของต้วนหลิงเทียนแล้ว เพราะหากต้วนหลิงเทียนแพ้ ต่อไปมันคงยากจะสู้หน้าหลิวเจี้ยนได้อีก เพราะอีกฝ่ายไม่พ้นกล่าวถล่มมันด้วยเรื่องนี้ไม่เลิกแน่…
ขณะเดียวกัน เหล่าศิษย์วังเทียนฉือที่มาชมดูเรื่องราวก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ทันใดนั้นเอง อาวุโสตำหนักลองกระบี่ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการประลองที่ลอยเหนือแท่นศิลาสลักคำสังเวียนอัจฉริยะก็หันมองไปทิศทางหนึ่ง ทำให้หลายๆคนหันมองตามสายตาของมันไปทันที
“นั่นเหลยจวิ้นมิใช่หรือ!?”
“เป็นศิษย์พี่เหลยจวิ้นจริงๆ!”