จางผิงเหยี่ยย่อมจดจำทั้ง 4 ได้ในพริบตา และผู้ที่เหินร่างนำมาก็คือ หยวนเยว่ อาวุโสใหญ่ของตระกูลหยวนแห่งเผ่าจิ้งจอกมายา สำหรับ 3 คนที่อยู่ด้านหลังก็เป็นชนชั้นอาวุโสของตระกูลหยวนเช่นกัน
“อาวุโสผิงเหยี่ย ท่านว่าเป็นผู้ใดกันแน่ ที่หาญกล้ามาเรียกหาผู้นำของพวกเราทั้ง 2 ตระกูลพร้อมๆกันแบบนี้ แถมฟังจากวาจาแล้วยังแลดูโอหังไม่น้อย!”
หยวนเยว่เอ่ยยถามจางผิงเหยี่ย
“ข้าก็มิทราบ…แต่ลองมันหาญกล้าโวยวายหน้าเผ่าจิ้งจอกมายาเราได้ หมายความว่ามันต้องมีหลักประกันอันใดสักอย่าง!”
จางผิงเหยี่ยกล่าว
เผ่าหลักจิ้งจอกมายานั้น ตระกูลหยวนกับตระกูลจางมักแยกตัวเป็นอิสระ ไม่ได้ข้องแวะอะไรกันสักเท่าไหร่
ผิวเผินแล้วก็ดูเหมือนจะร่วมมือปรองดองกันดี
แต่โดยปกติแล้ว ทั้ง 2 ตระกูลก็มักจะแข่งขันกันอย่างลับๆ
“ไป! ไปชมดูกันเถอะ!!”
สิ้นเสียงของหยวนเยว่มันก็เหินร่างนำอาวุโส 3 คนของตระกูลหยวนไปทันที จางผิงเหยี่ยเองก็เหินร่างติดตามไป และตอนนี้ก็มีอาวุโสของตระกูลจางมาสมทบอีก 4 คนแล้ว
หลังเหินร่างไม่นานนัก พวกมันก็แลเห็นร่าง 4 ร่างลอยล่องอยู่ไกลตา
“2 จักรพรรดิอมตะ!”
เมื่อจางผิงเหยี่ยกับหยวนเยว่เข้าใกล้ทั้ง 4 มากพอ พวกมันก็ยืนยันได้ว่าในบรรดาทั้ง 4 คนเบื้องหน้านั้น มีจักรพรรดิอมตะอยู่ 2 คน