แรกๆทั้งคู่ก็จับมือกันไปหมายช่วยกันไต่ขึ้นเขา แต่ไม่คิดว่าพอก้าวเข้าเขตขั้นบันไดแรก จะมีพลังไร้สภาพอ่อนหยุ่นขุมหนึ่งผลักพวกเขาให้แยกออกจากนั้น
เห็นได้ชัดว่ามีค่ายกลจำกัดเอาไว้ ว่าการไต่บันไดขึ้นเขา ทำได้แค่พึ่งพาตัวเอง ไม่อาจร่วมมือกับบใคร
“เจ้าพวกนั้นคิดไต่ขึ้นเขาด้วย!”
“ไม่ทราบเป็นเพราะอะไร แต่พอเห็นพวกมันถูกจับแยกกันข้ารู้สึกสะใจพิกล…แม้ข้าจะไม่รู้จักพวกมันมาก่อนก็ตามที”
“เฮ่อ ใครใช้ให้ไอ้หนุ่มชุดม่วงนั่นมีสาวงามขนาดนั้นข้างกายเล่า ตราบใดที่เป็นผู้ชายและใช้การได้ อย่างไรก็ต้องมีอิจฉามันบ้าง…อย่าว่าแต่เจ้าเลย ตอนเห็นพวกมันจูงมือกันมา ข้าล่ะนึกอยากจะวิ่งผ่ากลางปล้อง ชนมือพวกมันให้แยกเสียให้รู้แล้วรู้รอด”
…
เมื่อเห็นต้วนหลิงเทียนกับฮ่วนเอ๋อคิดไต่ยอดเขาแรงโน้มถ่วงด้วย ความสนใจของผู้ที่มายืนออใต้ยอดเขาแรงโน้มถ่วงก็หันกลับมาสนใจทั้งคู่อีกครั้ง ฟังจากคำพูดคำจาแต่ละคนเห็นชัดว่าอิจฉาต้วนหลิงเทียนกันไม่น้อย
“ไป! พวกเราจักรออันใด ขึ้นไปลุยกันเถอะ!!”
“จริง! ข้าก็ไม่เข้าใจว่าไฉนทุกคนพอมาถึงก็ละล้าละลังไม่มีใครขึ้นไปเสียที…ทั้งๆที่หากข้าจำไม่ผิดยอดเขาแรงโน้มถ่วงแต่ละแห่ง หากไต่ขึ้นไปเกิน 20,000 หมี่ ก็สามารถทิ้งชื่อเอาไว้ได้!!”
“เอ๊า! มีเรื่องเช่นนั้นด้วยรึ เช่นนั้นข้ารีบไปดีกว่า ให้ชื่อข้ามันขึ้นผ่านตาผู้คนสักวันก็ยังดี!!”
…