หลังตอบต้วนหลิงเทียนแล้ว ซุนเหลียงเผิงก็เอ่ยข้อสันนิษฐานออกมาต่อ “อย่างไรก็ตาม รองผู้นำคฤหาสน์เฉวียนโยวทั้ง 3 ไม่มีทางให้ความร่วมมือกับองค์กรกะโหลกเลือดแน่นอน”
“เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ผู้นำคฤหาสน์ก็ไม่มีทางปล่อยปละละเว้นพวกมันแน่”
“เช่นนั้นหากข้าเดาไม่ผิด รองผู้นำสมควรให้ความร่วมมือกับองค์กรกะโหลกเลือดโดยไม่รู้ตัว…นั่นก็คือไม่รู้ว่าคนที่ไปตรวจสอบค่ายกลคือคนขององค์กรกะโหลกเลือด…”
ซุนเหลียงเผิงจะอย่างไรก็เป็นประมุขนิกากยอมตะเป้าผู่ที่อยู่ในสายบังคับบัญชาของคฤหาสน์เฉวียนโยวมานาน ดังนั้นมันก็ย่อมรู้จักคฤหาสน์เฉวียนโยวเป็นอย่างดี
“และหากข้าเดาไม่ผิด..รองผู้นำคนนั้น คงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกองค์กรกะโหลกเลือดหลอกใช้ จนเผลอให้ความร่วมมือเรื่องฆ่าเจ้า…”
“เพราะรองผู้นำคนนั้นก็ไม่อาจไม่หวั่นเกรงเรื่องนี้…เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นมา ผู้นำคฤหาสน์ไม่มีวันละเว้นชีวิตมันแน่”
ซุนเหลียงเผิงกล่าวเสริม
“มันจะรู้หรือไม่รู้ก็ช่าง แต่ที่ข้ารู้คือเพราะมันอำนวยความสะดวกให้องค์กรกะโหลกเลือด…หาไม่แล้วนักฆ่าทั้ง 2 ไม่มีวันตามตัวข้าเจอแน่”
สองตาต้วนหลิงเทียนฉายประกายเย็นชาจ้าขึ้นอีกรอบ ครั้งนี้หากไม่ใช่เพราะหลิงเจวี๋ยอวิ๋น สิบในสิบเขาได้กลายเป็นผีโง่งมเพราะนักฆ่ากะโหลกเลือดทั้ง 2 ไปแล้ว
“แล้วนักฆ่ากะโหลกเลือดทั้ง 2 คนที่ตามล่าเจ้ามันเป็นนักฆ่าระดับใด?”
ซุนเหลียงเผิงเอ่ยยถาม