เมื่อเห็นป้ายประจำตัวที่ต้วนหลิงเทียนยกขึ้นมาแสดง เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสที่ทำหน้าที่ลาดตระเวนก็โค้งคำนับให้ต้วนหลิงงเทียนทันที หลังต้วนหลิงเทียนพยักหน้ารับเบาๆแล้วเหินร่างจากไป พวกมันก็ได้แต่มองตามแผ่นหลังของต้วนหลิงเทียนพลางกล่าวกระซิบกระซาบด้วยความสงสัย
“นิกายอมตะเป้าผู่เรา มีศิษย์ที่แท้จริงคนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
“เจ้าพึ่งกลับมาจากการทำภารกิจเป็นผู้ช่วยผู้อาวุโสฝ่ายนอกที่ไปสร้างพรรคคุมพื้นที่ทางตะวันออกคงไม่รู้ ว่าตอนนี้ตำแหน่งศิษย์ที่แท้จริงคนสุดท้ายที่ว่างเว้นอยู่ของนิกาอมตะเป้าผู่เรามีคนผู้หนึ่งรับไปแล้ว…มันเรียกว่าต้วนหลิงเทียน และพึ่งจะเข้าร่วมนิกายอมตะเป้าผู่เราได้ไม่นาน”
“หากข้าเดาไม่ผิดชายหนุ่มชุดม่วงเมื่อครู่สมควรเป็นต้วนหลิงเทียนคนนั้น!”
“ช้าก่อน ไม่ใช่ว่าต้วนหลิงเทียนเป็นยอดเซียนอมตะขั้นสูงสุดหรือไร? เมื่อครู่ข้าไม่เห็นจะสัมผัสได้ถึงพลังแห่งกฏอันใด แต่ไฉนมันเหาะไวขนาดนั้นเล่า? ความเร็วระดับนั้นมิใช่ระดับขุนนางอมตะแล้วหรือไร?”
“หรือมันจะทะลวงถึงขอบเขตขุนนางอมตะแล้ว?”
“เหอะๆ…ขุนนางอมตะ 1 ต้นกำเนิดอายุไม่ถึงร้อยปีหรือ?”
…
แน่นอนว่าต้วนหลิงเทียนที่เหินร่างจากมาไกลแล้ว ย่อมไม่ได้ยินบทสนทนาของหน่วยลาดตระเวน
หลังเข้ามาในนิกายอมตะเป้าผู่ ต้วนหลิงเทียนก็มุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ที่พักประจำตำแหน่งประมุขนิกายอมตะเป้าผู่ทันที อีกฝ่ายก็มายืนรอเขาอยู่แล้ว
“ประมุข”