อย่างไรก็ตามหลังจากเขาฆ่ายอดเซียนอมตะคนดังกล่าวได้แล้ว ต้วนหลิงเทียนพบว่าดวงจิตกับโลหิตของมันที่พุ่งไปแนบติดกับม่านพลังโปร่งแสงเพราะถูกพลังดูดรั้งของต้นไม้เทพสังเวยสวรรค์นั้น…กลับทำให้ม่านพลังเริ่มสั่นสะเทือนและบังเกิดระลอกคลื่น ณ จุดที่แนบติดเป็นวงกำจาออกไปไม่หยุด!
ดูเหมือนว่าม่านพลังดังกล่าว จะไม่อาจต้านทานพลังดูดซับของต้นไม้เทพสังเวยสวรรค์ได้อีกนานนัก…
พริบตาต่อมาเมื่อมีโลหิตและดวงจิตของยอดเซียนอมตะขั้นสูงสุดที่พึ่งตกตายพุ่งมาแนบม่านพลังสืบต่อ ม่านพลังก็เริ่มสั่นไหวกระเพื่อมไปอย่างรุนแรง ประหนึ่งจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อ!
“เฮ่ ดูเหมือนม่านพลังนั่นจะปิดกั้นดวงจิตกับเลือดของคนที่ตายได้อีกไม่นานแล้ว…หรือพูดอีกอย่าง ม่านพลังของมันท่าทางจะต้านทานพลังดูดรั้งของต้นไม้เทพสังเวยสวรรค์ไม่ไหว!”
ต้วนหลิงเทียนส่งเสียงผ่านพลังไปบอกหลิงเจวี๋ยอวิ๋นในสิ่งที่เขาค้นพบทันที
หลิงเจวี๋ยอวิ๋นพอได้ฟังก็ลอบสังเกตเรื่องราวอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยส่งเสียงตอบกลับผ่านพลังอย่างเห็นด้วย “จริงด้วย…ท่าทางมันคงทนได้อีกไม่นาน”
“และดูท่า…หากมีดวงจิตกับโลหิตของยอดเซียนอมตะขั้นสูงสุดอีกไม่กี่สิบคน ม่านพลังโปร่งแสงนี่สมควรพังทลายลงเพราะทนพลังดูดซับของต้นไม้เทพสังเวยสวรรค์ไม่ไหว”