“อีกทั้งหากเจ้ากลัวว่าความเคลื่อนไหวใดๆของประมุขหรือคนในนิกายอาจจะถูกนักฆ่าล่วงรู้…เพียงท่านประมุขติดต่อไปยังผู้อาวุโสนิกายอมตะเป้าผู่เราที่ไปทำธุระด้านนอกให้มาช่วยเจ้าก็จบแล้ว”
“เจ้ามิจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อมตะจอมราชันสิ้นเปลืองนั่นให้เสียเปล่าเลย…ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นนักฆ่าขอบเขตราชาอมตะ 1 ต้นกำเนิดขององค์กรกะโหลกเลือด ก็ยังมิคู่ควร…”
วาจาที่หวังเชียนจ้านกล่าวออกมา มันชักสีหน้าเป็นกังวลทั้งเสียดายแทนออกมาอย่างไร้พิรุธ เสมือนมันเสียดายที่ต้วนหลิงเทียนใช้อุปกรณ์อมตะจอมราชันสิ้นเปลืองไปเพราะสาเหตุนั้นจริงๆ
และตอนที่ซุนเหลียงเผิงเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมา ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่ หวังหง หลานสาวของอีกฝ่ายได้กลายเป็นผู้ต้องสงสัยไปแล้วแม้แต่น้อย
ทำให้หวังเชียนจ้านเองก็ไม่ได้เผยท่าทีผิดแปลกอะไรออกมา
‘ดูเหมือนการมาครั้งนี้จะไม่ได้เรื่องอะไร….’
พอเห็นเรื่องราวดำเนินไปในลักษณะดังกล่าว ต้วนหลิงเทียนก็กล่าวลาซุนเหลียงเผิงกับหวังเชียนจ้าน ก่อนจะเหินกลับไปยังลานบนเกาะส่วนตัวเพียงลำพัง ทีท่ายังแลดูเฉยเมยไร้แสนัก
ไม่ว่าหวังเชียนจ้านจะพูดความจริงหรือเล่าความเท็จ ต้วนหลิงเทียนก็ไม่มีหลักฐานใดๆมาบ่งชี้ว่าเกราะอมตะตัวนี้เป็นสิ่งที่หวังหงมอบให้นักฆ่าเป็นค่ามัดจำจริงๆ