เพราะหากพวกมันตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับอวิ๋นจ้าน ไม่พ้นก็คงทำได้แค่ร้องขอความเมตตาแบบนี้
“ไม่—-!!”
จากนั้นเสียงร้องโหยหวนก็ดังขึ้นอีกครั้ง และยังเป็นเสียงสุดท้ายก่อนที่หุบเขากาลเวลาจะหวนกลับสู่ความสงบ บ่งบอกว่าเรื่องราวเล็กๆฉากหนึ่งได้จบลงแล้ว…
ผ่านไปเนิ่นนาน ก็ไม่มีใครกล่าวคำใดออกมาแม้ครึ่งคำ ทุกคนเอาแต่มองจ้องไปยังหลิงเจวี๋ยอวิ๋น และสายตาที่พวกมันใช้มองหลิงเจวี๋ยอวิ๋นตอนนี้ ก็ต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
เพราะสำหรับพวกมันแล้ว บัดนี้พลังอำนาจสะกดข่มของหลิงเจวี๋ยอวิ๋นไม่ได้ด้อยไปกว่าต้วนหลิงเทียนแม้แต่น้อย กระทั่งพวกมันยังหวาดกลัวหลิงเจวี่ยอวิ๋นมากกว่าด้วยซ้ำ! เพราะหลิงเจวี๋อวิ๋นนั้นเข้าใจกฏแห่งความตาย ส่วนต้วนหลิงเทียนเข้าใจกฏแห่งดิน!!
“ด้วยพลังฝีมือของหลิงเจวี๋ยอวิ๋นพร้อมด้วยกระบี่อมตะระดับจักรพรรดิเล่มนั้น เรียกว่าทรงพลังมากพอให้ประมือกับต้วนหลิงเทียนได้สบาย…แต่มันกลับเลือกขึ้นไปนั่งบนแท่นศิลาชั้นสองก่อน ไม่คิดจะช่วงชิงอะไรกับต้วนหลิงเทียนแต่แรก นี่เป็นเพราะอันใดกัน?”
ไม่นานก็เริ่มมีคนสงสัย
“ยังไม่ชัดเจนอีกหรือ?”
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกล่าวตอบ “หรือเจ้ามิเห็นว่าหลิงเจวี่อวิ๋นนั่นปรากฏตัวขึ้นกลุ่มเดียวกับต้วนหลิงเทียน? ทั้งคู่สมควรรู้จักกันมาก่อนแน่! ผู้ใดจะไปรู้ที่แท้อาจจะเป็นสหายสนิทกันก็เป็นได้!!”