เมื่อถ่ายทอดพลังลงสู่ตัวพลองแล้ว ต้วนหลิงเทียนก็ไม่คิดเกรงใจอันใด เพียงง้างพลองขึ้นสุดเหยียด พร้อมกันนั้นเงาร่างพุทธองค์สีทองที่ถูกไอพลังม่วงปกคลุมก็ทำท่าเดียวกัน จากนั้นในมือยังปรากฏมวลพลังขุมหนึ่งก่อลักษ์เป็นพลองพลังเล่มเขื่อง ทำท่าอริยาบถเดียวกัน
ยามพลองฟาดหวด วาโยสะท้าน หมู่เมฆกำจาย อานุภาพปานลมคุ้มฝนคลั่ง!
ซู่ม! ซู่ม! ซู่ม! ซู่ม!
…
และในขณะที่ต้วนหลิงเทียนโคจรเร่งเร้าพลังจู่โจมออกมาเต็มพิกัดเช่นนี้ พลังทั่วร่างย่อมปะทุแผ่ซ่านออกไปสะท้านสะเทือนในบรรยากาศ ส่งกลิ่นอายพลังน่าเกรงขามขุมหนึ่งออกไปให้ทุกผู้คนสัมผัสได้ชัดเจน
“เฮ่ย! เจ้านั่นมันเป็นยอดเซียนอมตะขั้นสูงสุดนี่!!”
“เอ๊า! ผู้ใดว่าต้วนหลิงเทียนแห่งฝูชิวเป็นแค่ยอดเซียนอมตะขั้นสวรรค์กัน มันเป็นยอดเซียนอมตะขั้นสูงสุดชัดๆ!!”
“อะไรกัน…ในช่วงครึ่งปีที่ผ่าน ต้วนหลิงเทียนผู้นี้กลับสามารถทะลวงถึงยอดเซียนอมตะขั้นสูงสุดได้แล้วงั้นรึ?!”
“เช่นนั้นมิได้หมายความว่า พลังของมันได้ก้าวหน้าขึ้นจากครึ่งปีก่อนคนละเรื่องเลยรึไร!?”
…
ต้วนหลิงเทียนไม่คิดปกปิดกลิ่นอายพลังเซียนอมตะต้นกำเนิดที่ปะทุออกทั่วร่างแม้แต่น้อย ทำให้ทุกกคนที่ชมดูเรื่องราวอยู่ ไม่ว่าใครที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังของเขา ก็ระบุได้ทันทีว่ามันคือกลิ่นอายพลังของยอดเซียนอมตะขั้นสูงสุด
“ยอดเซียนอมตะขั้นสูงสุดรึ?”