ยิ่งไปกว่านั้นเสียงเรียกหายังฟังสนิทสนมมากขึ้นไม่น้อย เพราะหลิ่วเฟิงกู้ไม่ได้เรียกหาเขาว่าแม่ทัพต้วนหลิงเทียนอีกต่อไป หากแต่เรียกเขาว่าน้องหลิงเทียนแทน ซึ่งทำให้ระยะห่างที่มองไม่เห็นระหว่างทั้งสองเสมือนสั้นลงทันตา
และฟังจากเสียง เขาก็รู้ว่าหลิ่วเฟิงกู่สมควรอยู่ในลานหน้าบ้านเรียบร้อย
“เจ้าเมือง…”
ต้วนหลิงเทียนพักเรื่องอ่านข้อมูลที่พึ่งได้รับจากยันต์อมตะแผ่นล่าสุดเอาไวว้ชั่ววครา ก่อนที่จะลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู แล้วก้าวออกจากห้องโถงไป
“ปิดด่านบ่มเพาะครานี้…ได้ผลเลิศล้ำอันใด?”
หลิ่วเฟิงกู่กล่าวถามต้วนหลิงเทียนด้วยสายตาแฝงความคาดหวัง
ต้วนหลิงงเทียนย่อมสังเกตเห็นความคาดหวังอันในสายตาของหลิ่วเฟิงกู่ชัดเจน จึงยิ้มกล่าวตอบออกไปว่า “ต้องขอบคุณห้องบ่มเพาะส่วนตัวของเจ้าเมืองแล้วจริงๆ…ในเวลาแค่ไม่กี่เดือนกลับทำให้ข้าทะลวงถึงเซียนอมตะสวรรค์จันทร์ม่วงได้สำเร็จ”
เซียนอมตะสวรรค์จันทร์ม่วง!
ทันทีที่ต้วนหลิงเทียนกล่บอจบคำ หลิ่วเฟิงกู่ก็ถึงกับผงะไปด้วยความตกใจ ยังอึ้งค้างไปไม่รู้ตัวอยู่นาน!
วันนี้มันแค่ได้รับรายงานจากคนในจวนว่าต้วนหลิงเทียนออกจากการปิดด่านบ่มเพาะแล้วเท่านั้น แต่ไม่รู้เรื่องการทะลวงด่านของต้วนหลิงเทียนเลย มันยังหลงคิดว่าต้วนหลิงเทียนสมควรบ่มเพาะจนห่างไม่กี่ก้าวจะทะลวงผ่านเท่านั้น…