เมื่อเห็นหน้าค่าตาร่างในสภาพอิดโรยแลคล้ายกำลังทรมานที่ถูกหอบหิ้วไว้ สีหน้าท่าทางต้วนหลิงเทียนก็เปลี่ยนไปทันที ยังมองจ้องชายชราชุดเขียที่หอบหิ้วร่างชายหนุ่มดังกล่าวตาขวาง “ไอ้แก่ เจ้าทำอะไรกับซูหลี่!?“
“ต้วน…ต้วนหลิงเทียน”
ผู้ที่ถูกชายชราหิ้วมาผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นสหายที่ดีที่สุดของต้วนหลิงเทียนอย่างซูหลี่นั่นเอง และพอมันได้ยินเสียงของต้วนหลิงเทียน เปลือกตาอันหนักอึ้งของซูหลี่ก็ค่อยๆยกขึ้น พยายามกล่าวคำออกมาอย่างยากลำบากด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ไป…หนีไป…ไม่ต้องห่วงข้า…รีบไป…”
“กงซุนเวิ่นเทียน!”
สีหน้าเซียนหยวนจื่อมืดคล้ำดำลงปานจะคั้นได้เป็นหยดน้ำหมึก สองตามองขวางไปยังชายชราชุดเขียวที่หิ้วซูหลี่ในสภาพอิดโรย ตะคอกคำออกด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้า…เจ้ากล้าทรมานอาวุโสซูหลี่ อาคันตุกะอาวุโสของวังเซียนหยวนเราถึงขนาดนี้เชียวหรือ! คนตระกูลกงซุนเจ้าคิดว่าวังเซียนหยวนของพวกเรารังแกกันได้ง่ายๆหรือไร!?”
“มิใช่ข้าตั้งจะทรมานมัน…”
ชายชราในชุดเขียวที่หอบหิ้วซูหลี่ไว้ หรือก็คือกงซุนเวิ่นเทียน ผู้ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นยอดฝีมืออันดับ 1 ในระนาบเหยียนหวง พอได้ยินเสียงตะคอกถามเย็นชาของเซียนหยวนจื่อ มันก็กล่าวตอบออกไปด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “เพียงแค่…หากข้าไม่สะกดพลังทั่วร่างของมันไว้ และทำลายจิตต่อสู้อันแข็งแกร่งด้วยการทรมานมันให้เจียนตายแบบนี้…ข้าเกรงว่ามันคงฆ่าตัวตายไปนานแล้ว!”