ติฟ้าดินมากมายในครอบครอง
ได้อยู่ในตระกูลเช่นนี้ มีรากฐานเพียงพอให้ล าพองแล้วจริง ๆ
หนิงโหยวเองก็อยากช่วยเจียงผิงอันทวงถามความยุติธรรม แต่เมื่อได้ยินตัวตนของอีกฝ่าย นางก็หุบปากฉับทันใด
ยักษ์ใหญ่เช่นนี้มิใช่ผู้ที่บุคคลเล็กจ้อยอย่างพวกนางล่วงเกินได้
อย่าได้มองด้วยสายตาผู้ฝึกตนทั่วไป ที่ผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะแข็งแกร่งมากแล้ว แต่ในสายตาตระกูลใหญ่ยักษ์เช่นนี้ พวกเขาหามีความส าคัญสักนิดไม่
หนิงโหยวรีบถ่ายทอดกระแสปราณบอกเจียงผิงอัน “ผู้อาวุโสช่างมันเถอะนะ ขุมก าลังใหญ่เช่นนี้ล่วงเกินมิได้หรอก”
“ฮะ ๆ ฮ่า ๆ”
ทันใดนั้น เจียงผิงอันก็แย้มสรวล เสียงหัวเราะจากใจดังก้องฟ้ามิได้ปรีดาเช่นนี้มานานแล้ว
เสียงหัวเราะของเขาท าให้ปวงชนสะดุ้ง
คนผู้นี้เป็นอะไร? กลัวจนสติแตกไปแล้วหรือ?
“หัวเราะอะไรของเจ้า อยากจะอ้อนวอนขอความเมตตาหรือไร?ไม่มีทาง”
ฉางซุนหลงเกลียดสีหน้าเฉยชาบนใบหน้าเจียงผิงอันนัก
เสียงหัวเราะของเจียงผิงอันสลายไป จ้องตรงมาที่ฉางซุนเชียนเฮ่อ
“บนตัวเจ้ามีตราวิญญาณใดหรือไม่?”
หากฆ่าผู้มีตราวิญญาณ ตราวิญญาณจะสลักบนตัวผู้ฆ่า เป็นที่ติดตามได้ง่าย ตระกูลใหญ่ทั้งหลายมักจะใช้กัน
เมื่อได้ยินค าถามนี้ ทุกผู้ในตระกูลฉางซุนก็ชักอาวุธ จ้องมองเจียงผิงอันอย่างหวาดระแวง
ฉางซุนเชียนเฮ่อพร้อมลงมือ “อย่าวอนหาที่ตายเลย บุตรข้ามีตราวิญญาณระดับสูงกับตัว”
เขาไม่เชื่อว่าคนตรงหน้าจะโง่เง่า กล้าลงมือกับคนตระกูลฉางซุนของพวก