และทันทีที่ค่ายกลรังสีกระบี่ดังกล่าวอุบัติขึ้นเหนือศีรษะต้วนหลิงเทียน มันก็เริ่มแผ่กลิ่นอายพลังลี้ลับขุมหนึ่งออกไปโดยรอบ ครอบคลุมอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่!นัก
และเมื่อกลิ่นอายพลังลี้ลับที่ว่าแผ่มาปกคลุมถึงกายสตรีชุดดำ ท่าทีของนางก็แปรเปลี่ยนไปทันใด
แต่เป็นธรรมดาว่าเพราะนางมีม่านผ้าปกปิดใบหน้าอยู่ จึงยากจะแลเห็นสีหน้าตกใจของนาง
ทว่าอาศัยแค่แววตาตกตะลึงที่ฉายชัดออกบนดวงตาเหนือม่านผ้าสีดำนั่น ก็เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ของนางไม่ค่อยจะสงบสักเท่าไหร่!
ฟุ่บ!!
และในขณะที่ดวงตาของนางเริ่มฉายแววหวาดกลัว กริชในมือที่คล้ายม้าป่าพยศก็เริ่มแผ่รังสีคมกล้าทำร้ายมือบางก่อนที่จะพุ่งหลุดมือนางออกไปราวกับมีบางสิ่งเพรียกหา! สุดท้ายก็พุ่งไปเป็นลอยวนเป็นส่วนหนึ่งของค่ายกลรังสีกระบี่เหนือศีษะต้วนหลิงเทียน!!
“เจ้า…”
และในขณะที่สตรีชุดดำกำลังมองต้วนหลิงเทียนด้วยความหวาดกลัวนั้นเอง
ต้วนหลิงเทียนอาศัยเพียงห้วงคิด ก็ควบคุมกริชที่พึ่งลอยวนในค่ายกลรังสีกระบี่ให้ลอยลงมือเข้ามือ ก่อนที่เขาจะเริ่มโยนมันขึ้นลง บ้างรับบริเวณปลายกริชบ้างรับบริเวณด้ามจับ ราวจะชั่งน้ำหนัก…
“ตอนนี้…เจ้ายังคิดว่าข้าอยากได้ยอดสมบัติสวรรค์ชิ้นนี้ของเจ้าอยู่หรือไม่?”
ต้วนหลิงเทียนที่โยนกริชในมือเล่น หันไปมองถามสตรีชุดดำด้วยสายตาไร้แยแส
“เจ้า…เจ้าคือต้วนหลิงเทียนเช่นนั้นหรือ!?”