เช่นนั้นภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ต้วนหลิงเทียนย่อมไม่คิดสุภาพกับผู้ขวางทาง ยังตะคอกเสียงขับไล่อีกฝ่ายให้หลีกไปตรงๆ
ผู้ที่มาขวางทางต้วนหลิงเทียนเอาไว้มาในรูปลักษณ์ชายวัยกลางคน หน้าตาแลดูธรรมดาๆ หากทว่ายามมันลอยตระหง่านขวางทางเอาไว้ ก็เผยให้เห็นถึงอำนาจบารมีประการหนึ่ง
เห็นได้ชัดว่าสมควรเป็นชนชั้นเจ้าคนนายคนมานาน ถึงเพาะสร้างบารมีและสง่าราศีได้ขนาดนี้
และแทบจะทันทีที่เสียงตะคอกต้วนหลิงเทียนดังจบคำ สีหน้ามันก็มืดดำคล้ำลงทันใด
“เจ้า…ตะคอกไล่ข้าให้ไสหัวไป?”
ชายวัยกลางคนมองจ้องต้วนหลิงเทียนด้วยสายตาเยียบเย็น ราวกับกำลังมองศัตรูโง่งม
“หากเจ้ายังไม่อยากตาย…ก็รีบไสหัวไปให้พ้นหน้าข้า!”
เมื่อเห็นว่าชายวัยกลางคนคล้ายได้ยินไม่ชัด ต้วนหลิงเทียนก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงคล้ายเจียนทนไม่ไหวเต็มที สองตายังฉายประกายเยียบเย็นปานจะกลืนกินเลือดเนื้อผู้คน
เรียกว่าตอนนี้ความอดทนของต้วนหลิงเทียนใกล้ถึงขีดจำกัดเต็มทีแล้ว
“นั่นมัน อู่เซี่ยว อดีตประมุขพรรคเมฆาสีชาดในระนาบโหมหลัวของข้านี่นา!!”
ตอนนี้เองในบรรดาเหล่าเซียนอมตะเสเพลที่ชมดูเรื่องราวอยู่ ก็มีคนหนึ่งโพล่งออกมา กล่าวเปิดเผยฐานะของผู้ที่ไปหยุดขวางต้วนหลิงเทียนเอาไว้เพียงลำพังดั่งขุนเขายืนหยัดต้านลมฝน
“อู่เซี่ยว? ยอดฝีมือขอบเขตเซียนอมตะเสเพล 8 ทัณฑ์อันดับ 1 ของระนาบโหมหลัวเราผู้นั้นน่ะรึ!?”