“ใช่แล้ว ท่านบรรชนของข้าก็บันทึกเรื่องนี้ไว้เช่นกัน เห็นว่าคนของระนาบเซียนแทบทั้งหมดล้วนเป็นเซียนอมตะเสเพล มีเพียงฟงชิงหยางคนเดียวที่ผ่าเหล่าเป็นครึ่งก้าวเซียนอมตะ! และท่านบรรพชนยังได้รู้จากเซียนอมตะเสเพลของระนาบเซียนอีกว่า…ในระนาบเซียนสมัยนั้น ทั้งแดนดินมีเพียงฟงชิงหยางคนเดียวเท่านั้นที่ทะลวงถึงครึ่งก้าวเซียนอมตะโดยที่อายุยังไม่ถึงร้อยปี!”
“หึ! ทั้งระนาบเซียนกลับมีครึ่งก้าวเซียนอมตะที่อายุไม่ถึงร้อยปีแค่คนเดียวรึ? ช่างน่าสังเวชนัก! นี่บอกให้รู้ว่ามรดกและทรัพยากรของพวกมันอ่อนด้อยกว่าพวกเรามาก! เพราะในมหาระนาบโลกียะของพวกเรา แม้ครึ่งก้าวเซียนอมตะอายุไม่ถึงร้อยปีจะมีไม่เยอะ แต่ในปีนั้นก็มีนับสิบ!”
…
กล่าวกันไปกล่าวกันมาสักพัก ไม่วายผู้คนก็วกกลับไปเรื่องที่ระนาบเซียนนั้นด้อยทรัพยากรและล้าหลังอีกครั้ง ถึงได้มีแค่ครึ่งก้าวเซียนอมตะอายุน้อยกว่าร้อยปีแค่คนเดียว
“เหอะ!”
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีผู้ที่มองขาดเอ่ยกับผู้คนออกมาด้วยน้ำเสียงค่อนแคะ “มีครึ่งก้าวเซียนอมตะที่อายุน้อยกว่าร้อยปีแค่คนเดียวแล้วจะอย่างไร? อย่าได้ลืมเลือนไปว่าพลังของมันถึงขั้นเทียบได้กับเซียนอมตะเสเพล 6 ทัณฑ์!”
ทันใดนั้นเหล่าผู้ที่ดูแคลนระนาบเซียนก็เงียบปากกลงทันที
แน่นอนว่ายังคงมีคนที่อคติฝังหัวดูแคลนไม่เลิก “เจ้านั่นมันก็แค่มีโชคเท่านั้นล่ะ!”