‘และนี่ก็เสมือนขีดจำกัดที่ข้าจะสามารถบรรลุถึงได้ในระนาบโลกียะแล้ว…เพราะสุดท้ายข้าก็เดินในหนทางปกติ ไม่ได้เดินบนหนทางคนไม่ใช่ผีไม่เชิงเหมือนพวก เซียนอมตะเสเพล…’
ต้วนหลิงเทียนลอบกล่าวในใจ
‘กล่าวได้ว่า…หากยังอยู่ในระนาบโลกียะ พลังฝีมือของข้าคงยากจะเทียบกับพวกเซียนอมตะเสเพล 9 ทัณฑ์ได้ เอาแค่เซียนอมตะเสเพล 8 ทัณฑ์…ไม่สิ กระทั่งพวกเคี่ยวๆขอบเขตเซียนอมตะเสเพล 7ทัณฑ์ ก็ไม่แน่ว่าข้าจะสู้พวกมันได้!’
คิดถึงจุดนี้ต้วนหลิงเทียนอดไม่ได้ที่จะเผยยิ้มขื่นขมออกมา
เพราะในระดับหนึ่ง…
หนทางการบ่มเพาะแบบปกตินั้น…ดูแล้วไม่มีทางทรงพลังทัดเทียมหนทางคนไม่ใช่ผีไม่เชิงและเสี่ยงอันตรายเหมือน เซียนอมตะเสเพลเลย…
‘อย่างไรก็ตาม หนทางของเซียนอมตะเสเพลนั้นอันตราย ทั้งเสี่ยงเกินไป กว่า 9 ส่วนของเซียนอมตะเสเพล ล้วนไม่อาจข้ามผ่านหายนะทัณฑ์สวรรค์ทั้ง 10 รอบ เพื่อขึ้นสวรรค์ด้วยซ้ำ!’
เป็นธรรมดาว่ามีได้ก็ต้องมีเสีย
‘นอกจากนั้นข้าเองก็มีเวลาเหลือในระนาบโลกียะอีกไม่นานแล้ว…’
‘ตอนแรกหลังบรรลุถึงครึ่งก้าวเซียนอมตะมาความรู้สึกยังไม่ชัดเจน…’
‘แต่พอใช้ปฐมเวทย์กลืนกินดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดินทั่วทั้งเมืองเหรินโม่เชิ่งรวมถึงสายแร่หินเซียนและชีพจรวิญญาณจนหมด ทำให้พลังเพิ่มพูนขึ้นถึงขีดจำกัดเท่าที่ปฐมเวทย์กลืนกินจะทำได้…’
‘ข้าจับสัมผัสได้อย่างเลือนราง…จากที่ไหนสักแห่ง มีกลิ่นอายพลังลึกลับหนึ่งกำลังเรียกหาข้า…’