เมื่อเห็นว่ากระบี่หวนกลับเข้าสู่มือต้วนหลิงเทียนแล้ว อีกทั้งตัวกระบี่ยังเปล่งกลิ่นอายพลังทำลายล้างอันน่าพรั่นพรึง กอปรกับเห็นแวววตาเยียบเย็นไม่แยแสที่ต้วนหลิงเทียนเหลือบมองมา คนของลัทธิอารามทมิฬก็ใจสั่นไปทันที
“ต้วนหลิงเทียน เจ้าอย่าได้รังแกกันเกินไป!”
จ้าวลัทธิอารามทมิฬที่สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างร้ายแรง เร่งตะโกนกล่าวออกมาด้วยน่ำเสียงหวั่นๆ
“หากเจ้าคิดทำร้ายพวกเราล่ะก็ วันหน้าท่านอาวุโสสูงสุดจะตามไปทวงแค้นเจ้าถึงลัทธิบูชาไฟแน่นอน…เรื่องนี้เจ้าต้องคิดให้ดี!”
ครู่ต่อมาจ้าวลัทธิอารามทมิฬก็เร่งยกอ้างอาวุโสสูงสุดอย่างหล่างจินเชียนขึ้นมาขู่ต้วนหลิงเทียน
เพื่อให้ต้วนหลิงเทียนบังเกิดความรู้สึก ‘คิดเขวี้ยงมุสิกกริ่งเกรงภาชนะเสียหาย’
(คิดเขวี้ยงมุสิกกริ่งเกรงภาชนะเสียหาย = เกิดความละล้าละลังไม่กล้าลงมือ ด้วยได้ไม่คุ้มเสีย)
ถึงแม้ว่าพญามังกรเสื้อม่วงกับจ้าวพยัคฆ์ขาวของลัทธิอารามทมิฬจะไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของพวกมันก็มองจ้องไปยังต้วนหลิงเทียนไม่วางตา ยามลดลงไปมองกระบี่ที่เปล่งกลิ่นอายพลังทำลายล้างในมือ ความหวาดกลัวยังฉายชัดยากปกปิด
พวกมันก็เห็นได้ชัดเจน
เหตุผลที่การจู่โจมของต้วนหลิงเทียนทรงพลังเหนือกว่าเหาฉ่วง สมควรขึ้นอยู่กับกระบี่เล่มนี้!
ความรู้สึกที่กระบี่เล่มนี้แผ่ออกมา น่ากลัวว่าจะเหนือกว่ายอดศาสตราเซียนด้วยซ้ำ!
พวกมันสรุปได้ทันที