‘หากเมื่อครู่ข้าไม่จ่ายพลังเซียนสุริยันต้นกำเนิดทั้งหมดลงกระบี่นิลสววรรค์ แต่เอาไปใช้พลังพิเศษเคลื่อนย้ายจักรวาลของบรรทัดจักรวาลหรือไม่ก็แบ่งไปควบรวมสร้างเขตแดนหมื่นกระบี่ ด้วยคิดปกปิดกระบี่นิลสวรรค์ล่ะก็…’
‘พลังของกระบี่นิลสวรรค์คงสู้พลังในพลองธัมมะเหาฉ่วงไม่ได้แน่…ถ้าเป็นแบบนั้นคงไม่ใช่ข้าที่เอาชนะและรอดอยู่แบบนี้ แต่ไม่เพียงจะแพ้พ่าย กระทั่งชีวิตยังไม่อยู่ในกำมือของตัวเองอีก’
คิดถึงจุดนี้ ต้วนหลิงเทียนอดหลั่งเหงื่อเย็นออกมาเสียไม่ได้
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่า…ความคิดเสี่ยงเปิดเผยกระบี่นิลสวรรค์เพื่อทุ่มพลังสู้กับเหาฉ่วงเมื่อครู่ มันเป็นความคิดที่ฉลาดขนาดไหน…
ต่อให้กระบี่นิลสวรรค์จะถูกเปิดเผยออกไป ก็คุ้มค่าแล้ว
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เขาก็รักษาชีวิตเอาไว้ได้!
ในขณะที่ต้วนหลิงเทียนกำลังครุ่นคิดทบทวนเรื่องราวที่บังเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในแค่ไม่กี่ลมหายใจนั้น
ในที่สุดผู้คนทั้งหมดก็ดึงสติกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวได้สำเร็จ
ฉากที่เกิดขึ้นตรงหน้า นับว่าสร้างความตกใจให้กับผู้คนครั้งใหญ่แล้วจริงๆ
หลายคนยังรู้สึกว่าเรื่องราวเหมือนฝันไป อดลดมือลงไปหยิกเนื้อต้นขาตัวเองสักกทีไม่ได้ บ้างยังลองตบหน้าตัวเองเบาๆ เพื่อยืนยันว่าใช่กำลังฝันอยู่จริงๆหรือไม่…
ตัดสินในกระบวนท่าเดียว!
นี่คือคำท้าทายที่ ต้วนหลิงเทียน ผู้พิทักษ์ของลัทธิบูชาไฟ กล่าวท้า เหาฉ่วง อันดับ 5 ในรายนามยอดเซียน!