“ทำอยางไรได้ ผู้พิทักษ์หลิงเทียนของพวกเราสังหารจ้าวราชสีห์ขนทองของพวกมันจริง แต่ตอนนั้นเพราะผู้พิทักษ์หลิงเทียนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย พวกมันจึงไม่อาจสืบสาวเอาเรื่อง…ตอนนี้พอผู้พิทักษ์หลิงเทียนกลับมาลัทธิบูชาไฟ พวกมันย่อมไม่อาจนั่งเฉยอยู่ได้สืบไป! หาไม่แล้วผู้คนคงมองลัทธิอารามทมิฬของพวกมันว่ากลัวพวกเรา!!”
…
กลุ่มคนของลัทธิอารามทมิฬพึ่งมาถึงได้ไม่ทันไร เรียกว่ายังไม่ทันเข้าในเขตลัทธิบูชาไฟด้วยซ้ำ ลำพังแค่วาจาของอาวุโสสูงสุดลัทธิอารามทมิฬ หล่างเชียนจิน ก็เสมือนทำให้ภายในลัทธิบูชาไฟวุ่นวายประหนึ่งบังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่!
จากเรื่องนี้สามารถเห็นได้ชัดเจน ถึงอำนาจขู่ขวัญจากชื่อเสียงของอาวุโสสูงสุดลัทธิอารามทมิฬ!
“มาคารวะทักทายข้า?”
ทันทีที่เสียงของหล่างเชียนจินดังขึ้นไปทั่วลัทธิบูชาไฟ ต้วนหลิงเทียนผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรงย่อมได้ยินด้วยเป็นธรรมดา
ทันใดนั้นสองตาเขาหดหยีลง ยังเผยประกายเยียบเย็นหนึ่ง
“ผู้พิทักษ์หลิงเทียน ท่านจ้าวลัทธิให้ข้ามาเรียกท่าน”
หลังจากนั้นไม่นาน ต้วนหลิงเทียนพลันได้ยินเสียงสตรีนางหนึ่งเรียกหาจากด้านนอก
เสียงนี้ก็ไม่ใช่เสียงแปลกหูเขาแต่อย่างไร
เป็นเสียงของผู้พิทักษ์สตรีเพียงหนึ่งเดียวของลัทธิบูชาไฟ หงอวิ๋น
“ผู้พิทักษ์หงอวิ๋น”