หลังได้ยินคำถาม ผู้เฒ่าหั่วก็กล่าวตอบกลับมาทันที ยังอธิบายต่อว่า “ระนาบโลกียะโดยทั่วไปแล้วจักแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท…หนึ่งในนั้นคือระนาบโลกียะที่เป็นเหมือนกับโลกที่เจ้าเคยจากมา ระบบสุริยะอันมีดาวเคราะห์มากมาย มีทองฟ้าอันเต็มไปด้วยหมู่ดาว เป็นห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลมากล้นไปด้วยสรรพชีวิต….”
“ระนาบโลกียะเช่นนั้นนับเป็นระนาบโลกียะที่ค่อนข้างใหญ่ เหล่าเซียนอมตะในระนาบเทวโลกจึกเรียกมันว่า ‘มหาระนาบโลกียะ’ ส่วนระนาบโลกียะที่เจ้ากับข้าจับพลัดจับผลูมาอยู่ เป็นระนาบโลกียะที่ค่อนข้างเล็ก จึงถูกเรียกว่า ระนาบโลกียะย่อม…”
“กล่าวได้ว่าระนาบโลกียะย่อมก็คือ…ดินแดนเทพยุทธ์เซียนเต๋าภูมิภาคเบื้องล่างนั่น รวมถึงทะเลและทวีปมนุษย์ ทั้ง 3 รวมกัน! สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตจึงมีน้อยนิดนัก”
ผู้เฒ่าหั่วกล่าวถึงจุดนี้ก็เงียบไป
“ผู้เฒ่าหั่ว…จากที่ท่านพูดหมายความว่าระนาบโลกียะที่พวกเราอยู่เป็นแค่ระนาบโลกียะย่อม และไม่มีดาวเคราะห์ดวงอื่นเหมือนโลกที่ข้าจากมา? หากเป็นเช่นนั้นจริง…แล้วทำไมตอนกลางวันเราถึงเห็นดวงอาทิตย์ และตอนกลางคืนถึงเห็นจันทราและหมู่ดาวเล่า!?”
ต้วนหลิงเทียนอดไม่ได้ที่จะกล่าวถาม
และนี่ยังเป็นสิ่งที่ติดอยู่ในใจของเขามานาน
ก่อนหน้าที่จะเข้ามาในระนาบเทียมแห่งนี้ หลังจากที่ผู้เฒ่าหั่วฟื้นพลังคืนมาได้ในระดับหนึ่ง ผู้เฒ่าหั่วก็ได้กล่าวเปรยๆบอกเขาแต่แรกว่าในระนาบโลกียะแห่งนี้ไม่มีดาวเคราะห์อะไร