เวทีกลางศาลาที่ว่านับว่าตกแต่งอย่างประณีตไม่น้อย ขอบเวทีด้านหนึ่งปรากฏสตรีร่างบางกำลังดีดกู่ฉินอย่างคล่องแคล่วว่องไว นิ้วนางยามรัวดีดสายสร้างสำเนียงพริ้งเพราะ ยังรัวจนเห็นเป็นเงาเลือน
ถัดมาบนเวทีนั้นก็มีนางรำที่กำลังร่ายรำประกอบจังหวะเพลงอยู่ 9 คน ทุกท่วงท่าของพวกนางนับว่าแช่มช้อยงดงามคล้อยตามท่วงทำนอง ที่อ่อนโยนก็แลดั่งสายน้ำไหล ที่แผ่วพริ้วก็ดั่งสายลมปลิวพัด นับว่าต่อให้คนที่ไม่รู้จักศิลปะการร้องรำทำเพลงอันใดมาก่อนเลยมาดูชม ก็ถึงกับต้องชมดูอย่างเพลินตาจนลืมเลือนเวลา
“จึกๆๆ…ผู้นำหวังช่างรู้จักเสพย์สุขและใช้ชีวิตอย่างเกษมสำราญเสียจริง เป็นอย่างไรบ้างเล่า…ที่เมืองคงหมิงแห่งนี้ความเป็นอยู่ของผู้นำหวังใช่ดีกว่าที่นครแห่งบาปมากหรือไม่?”
ทว่าทันใดนั้นเองพลันปรากฏเสียงหนึ่งดังขึ้นในอากาศว่างเปล่าอย่างไร้ร่องรอย พาลให้ผู้คนในศาลาริมสระแห่งนี้ถึงกับตกใจอยู่บ้าง ชายวัยกลางคนที่นั่งๆนอนๆอยู่ถึงกับลุกพรวดขึ้นมา ด้วยสีหน้าตื่นตระหนกตกใจ
สำหรับสตรีที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายมันทั้ง 2 เมื่อพบเหตุเปลี่ยนแปลงก็หวาดกลัวจนหน้าเสียทันที
“ผู้ใด?!”
ชายวัยกลางคนที่ลุกขึ้นมา เร่งหันซ้ายหันขวาอย่างระแวดระวัง ตะโกนถามออกเสียงดัง จนเหล่านางรำทั้ง 9 บนเวทีไม่เว้นสตรีผู้บรรเลงเพลงก็แตกตื่นกันไม่น้อย ต่างนิ่งค้างไปด้วยความหวาดกลัว ด้วยรู้ดีว่าเรื่องราวบัดนี้ผิดท่าแล้ว…
วูบ