ชิงหั่วส่ายหน้ามองต้วนหลิงเทียน กล่าวหยอกล้อว่า “การกระทำของเจ้ากับผู้อื่นสามารถกล่าวได้ว่ามิเคยเป็นฝ่ายเริ่มก่อน…แต่เท่าที่ข้ารู้กับ ‘เวินเยี่ยน’นั่น มิใช่ว่านางกับเจ้าไม่เคยพบกันมาก่อนหรือไร…”
“เช่นนั้นหมายความว่าเจ้ากับนางมิเคยมีเรื่องบาดหมาง…แล้วไฉนเจ้าถึงได้เป็นฝ่ายริเริ่มทุบตีนางให้อับอายต่อหน้าผู้คนด้วยเล่า หรือเจ้าจะบอกว่านี่ยังไม่ใช่เจ้าเป็นฝ่ายก่อเรื่องก่อน?”
ท้ายประโยคน้ำเสียงของชิงหั่วเผยความหยอกล้อออกชัด
“ไม่ใช่แน่นอน”
ต้วนหลิงเทียนส่ายหัวกล่าวยืนกรานปฏิเสธออกมาอย่างชอบธรรม “เวินเยี่ยนไม่ได้ยั่วยุข้าก่อนก็จริง…แต่ข้าไม่อาจทนได้เมื่อมีฝุ่นทรายขัดตา! ก็แค่จัดการขยะในลัทธิบูชาไฟเท่านั้น”
“คนน่ารังเกียจเช่นนี้พบเจอคราหนึ่งก็ทุบตีทีหนึ่ง กระทั่งจะทุบตีให้มากหน่อยก็ไม่ถือว่ากระทำเกินเลย”
วาจาท้ายประโยคของต้วนหลิงเทียนยังกล่าวออกมาราวกับผู้ผดุงคุณธรรม ประหนึ่งการทุบตีทำร้ายเวินเยี่ยนเป็นการลงมือแทนฟ้า พิพากษาคนชั่ว!
“ไฉนข้าไม่รู้มาก่อนว่าเจ้ามากคุณธรรมถึงขั้นนี้…ที่แท้เจ้ากับก่านหรูเยี่ยนมีสัมพันธ์อันใดกันแน่”
เมื่อได้ยินคำพูดอันเปี่ยมล้นไปด้วยความชอบธรรมของต้วนหลิงเทียน ชิงหั่วก็ชักสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ สุดท้ายก็เลือกที่จะกล่าวถามออกมาตรงๆไม่คิดอ้อมค้อมอะไรสืบไป ว่าที่แท้ต้วนหลิงเทียนมีสัมพันธ์อะไรกับก่านหรูเยี่ยนกันแน่
ราวกับมันมองออกแล้ว