“ข่าวของพวกเจ้ามันล้าหลังไปแล้ว…เมื่อไม่นานมานี้ชายหนุ่มที่ได้รับตราผนึกมารในปีนั้น ในที่สุดก็ถูกเปิดเผยตัวตน! ที่แท้มันเป็นนายน้อยของขุมพลังกึ่งชั้น 3 ในภูมิภาคเบื้องล่าง! ตำหนักเมฆาคราม!!”
สุดท้ายชายคนแรกจึงกล่าวออกมาหลังพบว่าสหายยังไม่ทราบเรื่องนี้กันสักคน
“ตำหนักเมฆาครามรึ? ข้าได้ยินมาว่ามันเป็นขุมพลังกึ่งชั้น 3 ที่ร้ายกาจที่สุด 1 ใน 2 ขุมพลังของภูมิภาคเบื้องล่าง และเห็นว่าจ้าวตำหนักที่เรียกว่าต้วนหรูเฟิงก็มีพรสวรรค์ไม่น้อย! เหลือเชื่อจริงๆ ข้าไม่คิดเลยว่าที่แท้นายน้อยตำหนักเมฆาครามจะเป็นชายหนุ่มที่ได้ตราผนึกมารไปครองในปีนั้น!”
ต้วนหลิงเทียนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่ได้ยินเรื่องนี้
เขาไม่คิดเลยว่าในภูมิภาคเบื้องบนจะมีคนล่วงรู้ตัวตนของบิดาเขา
“ตำหนักเมฆาครามอาจเป็นขุมพลังที่ร้ายกาจที่สุดในภูมิภาคเบื้องล่าง แต่หากขึ้นมาเบื้องบนก็ไม่นับเป็นอะไร! ในเมื่อตัวตนของชายหนุ่มที่ได้ตราผนึกมารไปครองเปิดเผยออกมาแบบนี้ ข้าคิดว่ามันคงเก็บไว้กับตัวได้อีกไม่นานแล้วล่ะ”
“เจ้ากล่าวถูกแล้ว…ตอนนี้ตราผนึกมารนั่นถูกอาวุโสเซี่ยจากลัทธิอารามทมิฬชิงไปแล้วจริงๆ!”
“เซี่ยจงน่ะหรือ! ฮัยยาช่างลงมือรวดเร็วยิ่งนัก! เช่นนั้นหมายความว่าตราผนึกมารตกอยู่ในความครอบครองของลัทธิอารามทมิฬแล้วสิ!”
……
ชายวัยกลางคนกล่าวถึงต้วนหลิงเทียนและตราผนึกมารออกมาแบบนี้…