กระทั่งกู่มี่ที่ไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ยังอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงมา “นายน้อย ตี้จิ่วนั่นมันทะลวงถึงขอบเขตเซียนปฐพีแล้วจริงๆ…หากท่านเสียใจที่พลั้งปากขอท่านอย่าได้ห่วง…ข้าจักแก้ไขให้ท่านเอง”
วาจาที่กู่มี่กล่าวนั้น ก็คล้ายกันกับต้วนหรูเฟิง
ได้ยินคำร้อนรนห้ามปรามด้วยความห่วงใยจากกู่มี่และกู่ลี่ ใจต้วนหลิงเทียนรู้สึกตื้นตันไม่น้อย
เพราะเขารู้ดีว่าทั้งคู่ล้วนห่วงใยเขาด้วยใจจริง ต่างกลัวว่าเขาจะใจร้อนตัดสินใจโดยไม่คิดแล้วเกิดเรื่อง
“อย่าได้กังวลไป…”
ต้วนหลิงเทียนส่งเสียงตอบกลับไปยังทั้งคู่ทันที
“ประลองเป็นตาย? ไม่เลิกราจนกว่าจะตายกันไปข้าง?”
ตอนนี้เองสายตาของทุกผู้คนไม่เว้นตี้จิ่วซึ่งเป็นตัวเอกของงาน ก็หันไปจับจ้องมองต้วนหลิงเทียนด้วยความสนใจ เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายสมควรรู้ตัวว่าสู้มันไม่ได้ แต่กลับรนหาที่ตายด้วยตัวเอง?
“นายน้อยตำหนักเมฆาครามคิดแสวงหาความตายหรือ?”
“ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น…หาไม่แล้วไฉนถึงได้ท้าอะไรโง่ๆเช่นนี้ออกมา?”
“พวกเจ้าเลอะเลือนหรือไร…ไม่คิดบ้างหรือไรว่าบางทีนายน้อยตำหนักเมฆาครามอาจมั่นใจว่าสามารถฆ่าตี้จิ่วได้!?”
“มิผิด! โดยทั่วไปแล้วมีผู้คนเพียง 2 ประเภทเท่านั้นที่หาญกล้าท่าประลองเป็นตายกับผู้อื่น…ไม่มั่นใจ ก็เบื่อชีวิตคิดหาที่ตาย! แล้วพวกเจ้าดูเถอะนายน้อยตำหนักเมฆาครามหน้าตาเหมือนคนเบื่อชีวิตคิดหาที่ตายหรือไม่?”
ฯลฯ….