กแล้วว่าอย่างไรฐานะก็ต้องเปิดเผยออกไป ก็ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร
“เห็นว่าสัญญา 5 ปี วันนี้ เป็นจ้าวตำหนักเมฆาคราม กับผู้นำเผ่าพันธุ์มังกรบรรลุข้อตกลงร่วมกัน…ตี้จิ่ว ว่าที่ผู้นำเผ่าพันธุ์มังกรคนต่อไป จะปะทะกับจ้าวตำหนักน้อย ต้วนหลิงเทียน!”
“ข้าได้ยินมาว่า ผู้ที่ครอบครองตราผนึกมารตอนนั้นยังไม่แม้แต่จะบรรลุถึงเซียนดั้งเดิมด้วยซ้ำ…ไม่คิดเลยว่าคนผู้นั้นจะเป็นนายน้อยตำหนักเมฆาคราม ต้วนหลิงเทียน!!”
“ตอนนั้นยังไม่บรรลุขอบเขตเซียนดั้งเดิม…แล้วตอนนี้เล่า?”
“เหอะๆ ในปีนั้นนายน้อยตำหนักเมฆาครามยังไม่แม้แต่จะบรรลุถึงเซียนดั้งเดิม แต่ได้ข่าวว่าตี้จิ่วนั่นทะลวงถึงเซียนมนุษย์ขั้นสูงสุดแล้วมิใช่หรือไร…ยังห่างจากเซียนปฐพีไม่กี่ก้าวด้วยซ้ำ!”
“อั้ยหยา! ให้ 2 คนนั่นมาประลองกันเช่นนี้มิใช่เรื่องน่าขำรึไร?”
“ไฉนจ้าวตำหนักเมฆาครามถึงทำสัญญาประลอง 5 ปีนี้กัน? มิใช่หาเรื่องให้บุตรชายตัวเองเจ็บตัวหรือ?”
ฯลฯ…
เสียงซุบซิบดังระงมฮึงๆไปทั่วหุบเขา ฟังจากบทสนทนาแล้วไม่มีใครดูดีต้วนหลิงเทียนเลย…
ทว่าเผชิญหน้ากับวาจาดูเบาเหล่านี้ ต้วนหลิงเทียนไม่ได้สนใจอะไรสักนิด
เขาก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ใครอยากพูดอะไรก็พูดไปเถอะ…
จนกว่าเรื่องราวจะถึงบทสรุป ไม่มีใครเชื่อหรอก…
ถึงตอนนี้เขาจะกล่าววาจาอธิบายอะไรออกไป ก็ดั่งเทศนาให้บัวใต้โคลนตมฟัง ชาตินี้ทั้งชาติพวกมันก็ไม่มีวันกระจ่าง มิสู้ใช้ข้อเท็จจริงปิดปากพวกมันเสียประเสริฐกว่