‘นี่ก็เหลืออีกแค่ 3 วันแล้ว…ไฉนยังไม่ออกด่านมาเล่า! เวลากระชั้นเข้ามาทุกที…แถมคนของตำหนักเมฆาครามก็มากันแล้วด้วย ตี้จิ่วจะออกมาทันหรือ?! ครั้งสุดท้ายที่คุยกับท่านผู้นำก็เห็นว่ากำชับวันเวลาเอาไว้ดีแล้วมิใช่หรือไร’
ครุ่นคิดไปพักหนึ่ง สุดท้ายชิงเหยียนก็อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา “แล้วนี่ตี้จิ่วมันทำอันใดของมันอยู่กัน…”
“อาวุโสชิงเหยียน…”
ในขณะที่ชิงเหยียนคิดจะจากไป เสียงเรียกหนึ่งดังขึ้น ทั้งมันยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังกล้าแข็งขุมหนึ่ง พาลให้หัวใจสะท้านไปแทบหยุดเต้น!
หลังจากหันกลับมา สิ่งที่ชิงเหยียนแลเห็นก็เป็นชายวัยกลางคนแลดูแข็งแกร่งคนหนึ่ง
ชายวัยกลางคนแลดูแข็งแกร่งนั่น เพียงยืนอยู่เฉยๆ ก็ให้ความรู้สึกน่าเกรงขามทั้งกดดันนัก!
“ตี้จิ่ว…เจ้าทะลวงผ่านแล้ว?”
สองตาชิงเหยียนลุกวาวขึ้นมาทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมาทั่วร่างตี้จิ่ว และกลิ่นอายพลังนี้นับว่าทำให้มันกดดันไม่น้อย!
“อาวุโสชิงเหยียน ดูเหมือนท่านจะยังไม่ทะลวงผ่านงั้นสิ?”
ตี้จิ่วกล่าวถามออกมาด้วยรอยยิ้มบางๆ
“ข้าไหนเลยจะเทียบกับเจ้าได้…เจ้าเป็นมังกรเทพยาดาสีทอง นับว่ามีสายเลือดขัตติยะ พรสวรรค์ยังสูงล้ำกว่าข้า! หากข้าคิดจะทะลวงผ่านยังต้องใช้เวลาอีก 30 – 50 ปี…”
ชิงเหยียนกล่าวออกอย่างทอดถอนใจ
“อาวุโสชิงเหยียน แล้วนี่ท่านมาหาข้ารึ?”
ออกด่านเปิดประตูมาเห็นชิงเหยียนแบบนี้ ก็ไม่แปลกที่ตี้จิ่วจะถาม
“ใช่”