ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
เมื่อแสงตะวันส่องโถงสว่างไสวแล้ว องครักษ์เกราะทมิฬหลายนายก็พุ่งเข้าไปทันที
คนหนึ่งสะบัดมือใช้พลังไร้สภาพหอบหิ้นร่างจ้าวจินทั้งควบคุมไม่ให้เลือดจากลำคอมันทะลักเลอะ อีกคนหนึ่งใช้พลังระเหยโลหิตจนแห้งค่อยม้วนพรหมปูพื้นโถงออก ส่วนคนสุดท้ายก็นำพรมใหม่ที่เตรียมไว้แต่แรกมาพาดปู
เมื่อกลิ่นโลหิตที่ยังฟุ้งในห้องโถงค่อยๆถูกสายลมพัดพาระบายออก ไม่นานห้องโถงหลักก็หวนคืนสู่ความสงบเรียบร้อย คล้ายไม่มีเรื่องราวใดๆเกิดขึ้น
“เจ้าเฒ่านี่ดูเหมือนจะเป็นผู้พิทักษ์ตำหนักฟ้าลี้ลับ…”
องครักษ์เกราะทมิฬที่หอบหิ้วร่างจ้าวจิน กล่าวกับสหายที่ถือพรมเปื้อนโลหิตขณะเดินออกจากโถงหลัก
“ใช่ เห็นว่ามันเรียกจ้าวจิน อันใดนี่ล่ะ…”
สหายพยักหน้า
“เห็นว่าผู้พิทักษ์ตำหนักฟ้าลี้ลับทั้ง 2 คนล้วนบรรลุขอบเขตเซียนปฐพีขั้นต้นแล้ว…แต่เวลาที่ประตูหน้าต่างโถงปิดตัวจวบจนเปิดออกอีกครั้งกลับผ่านไปไม่ถึง 3 ลมหายใจ…และด้วยบาดแผลที่ลำคอหว่างคิ้วเช่นนี้ มิพ้นผู้ลงมือต้องเป็นใต้เท้าเย่วอู๋หยิ่งแน่!”
อีกคนที่รับหน้าที่ปูพรมกล่าว
ขณะกล่าวถึงคำ เยว่อู๋หยิ่ง ลูกตามันก็เบิกกว้างทั้งทอประกายวาบ
“มิผิด ว่ากันว่าในตำหนักเมฆาครามของพวกเรา นอกจากท่านจ้าวตำหนัก ท่านอาวุโสหรงหยวน ท่านอาวุโสกู่มี่และท่านผู้บัญชาการแล้ว มิมีผู้ใดเคยเห็นท่านเยว่อู๋หยิ่งมาก่อน”
คนแรกสุดที่หอบหิ้วศพจ้าวจินกล่าว