จ้าวจินพลันหันไปมองเมิ่งฉิง กล่าวออกมาว่า “ท่านจ้าวตำหนัก เหตุผลที่ลูกข้าออกจากตำหนักฟ้าลี้ลับไปไม่กี่วันก่อน คือคิดสะกดรอยตามลูกชายของผู้พิทักษ์กู่ กู่ลี่!”
โอ!
ไม่มีใครคิดใครฝันว่าจ้าวจินจะกล้ากล่าวเรื่องแบบนี้ออกมาตรงๆ!
จ้าวเติงลอบสะกดรอยตามกู่ลี่?
คิดจะทำอะไรกัน?
จังหวะนี้สายตาที่ทุกคนใช้มองจ้าวจินก็แปลกไปทันที
เมื่อแน่ใจแล้วว่าได้ยินคำของจ้าวจินไม่ผิด เมิ่งฉิงก็หยี่ตาถามจ้าวจินเสียงเข้มทันที “ผู้พิทักษ์จ้าวท่านหมายความว่า จ้าวเติงลูกท่าน…เพราะติดตามกู่ลี่ไปถึงเกิดเรื่อง?”
“ใช่!”
จ้าวจินพยักหน้า ก่อนจะหันไปมองจ้องกู่ซืออวิ๋นตาเขม็ง
“เหลวไหลสิ้นดี!”
กู่ซืออวิ๋นแค่นคำเย้ยเยาะออกมา “จ้าวจิน…ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องที่พลังฝึกปรือลูกข้าด้อยกว่าจ้าวเติงลูกเจ้า และเป็นไปไม่ได้ที่ลี่เอ๋อจะฆ่าจ้าวเติงลูกเจ้าได้เลย…ต่อให้เป็นเพราะลูกข้าลงมือฆ่าจ้าวเติงจริง แต่นั่นก็เพราะมันแส่หาเรื่องเอง! ข้าไม่ทราบจริงๆว่าเจ้าไปเอาความกล้ามาแต่ที่ใด ถึงได้กล้ากล่าวบอกว่าลูกเจ้าสะกดรอยตามลูกข้า…”
“อย่าได้บอกข้าเชียวว่าลูกชายเจ้าสะกดรอยตามลูกชายข้าเพราะพิศมัยในตัวลี่เอ๋อ…เลิกฝันเถอะ ลี่เอ๋อหาได้มีรสนิยมเช่นเดียวกับมันไม่!”
วาจาประโยคหน้าของกู่ซืออวิ๋นเป็นเรื่องปกติไม่อะไรมากมาย แต่พอวาจาประโยคหลังดังออก ทุกสายตาในที่นี้ฉายแววพิลึกพิลั่นทันที