ตอนนี้เองจ้าวเติงพึ่งได้รู้สึกตัว ตอนแรกมันหลงคิดว่าต้วนหลิงเทียนจะปฏิเสธข้อกล่าวหาของมัน แต่ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะให้ความร่วมมือกับมันแต่โดยดีช่วยขุดหลุมฝังศพตัวเอง
“หลิงเทียน เจ้ากล้ากบฏต่อใต้เท้าจ้าวตำหนักต่อหน้าต่อตา! เจ้ามันมิมีคุณสมบัติอยู่ในตำหนักฟ้าลี้ลับแห่งนี้อีกต่อไป!!”
จ้าวเติงมองต้วนหลิงเทียนด้วยสีหน้าดุร้ายสะใจ วาจาที่กล่าวออกเต็มไปด้วยความชอบธรรม ราวกับมันกำลังผดุงความยุติธรรมอยู่
“รองจ้าวตำหนักจ้าว ข้าจะมีคุณสมบัติอยู่ตำหนักฟ้าลี้ลับหรือไม่ ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้อยู่ในดุลยพินิจและการตัดสินใจของเจ้าไม่ใช่หรือไง… นอกจากนั้นข้ายังพูดไม่ทันจบ แต่เจ้ากลับใส่ร้ายข้าว่าทรยศบ้างล่ะ กบฏบ้างล่ะ นี่เจ้าจะไม่ใจเร็วด่วนได้เกินไปหน่อยหรือ?”
ต้วนหลิงเทียนกล่าวขัดจ้าวเติงด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
“เฮอะ! เป็นเจ้าพูดเองมิใช่หรือไงว่าไม่เห็นจ้าวตำหนักอยู่ในสายตา! หรือเจ้าคิดว่ากล่าวออกมาเช่นนี้แล้ว เจ้ายังมีคุณสมบัติอยู่ในตำหนักฟ้าลี้ลับได้!?”
จ้าวเติ้งกล่าวเย้ย
“ฟังข้าพูดให้จบก่อนเถอะ”
ต้วนหลิงเทียนเหลือบมองจ้าวเติงด้วยสายตาไม่แยแส ก่อนที่จะหันไปมองเมิ่งฉิงด้วยสายตาลึกซึ้ง กล่าวออกด้วยวาจาน้ำเสียงฉะฉาน “ข้าไม่เห็นจ้าวตำหนักอยู่ในสายตา แต่ข้านับถือจ้าวตำหนักอยู่ในใจ…หาไม่แล้วข้าคงไม่มอบ ‘ข้อมูลลับ’ อันสำคัญเช่นนั้นให้แก่จ้าวตำหนักหรอก!”
“จ้าวตำหนัก เรื่องนี้ท่านว่าจริงหรือไม่?”