“ในอีกไม่กี่สิบปี หากฉีจิ้งยังประพฤติตัวเหมือนเดิม โดยไม่มีแรงฮึดอะไร…ฉีค่านสมควรก้าวข้ามมันได้แน่นอน!!”
……
ผู้คนเริ่มกล่าวถึงเรื่องนี้กันขึ้นมาหนาหู และผู้ที่เคยได้ยินเรื่องของฉีค่านมาก่อน ก็กล่าวชมมันไม่น้อย
“ฉีค่าน?”
ตอนนี้เองต้วนหลิงเทียนก็ชายตามองไปยังฉีค่านเหมือนกับทุกคน
พอมองแล้วเขาก็โค้งคิ้วขึ้นเล็กน้อย เพราะฉีค่าน มันคล้ายกับเขาตอนนี้ไม่น้อย
แน่นอนว่าที่คล้ายกันก็คือ สีหน้าเย็นชา และบรรยากาศที่แผ่ออกทั่วกายว่าไม่รับแขก…
เพราะจากภาพรวม ไม่ว่าใครมองมาครั้งแรก ก็จะพบว่าบรรยากาศและความรู้สึกที่ต้วนหลิงเทียนและฉีค่านแผ่ออกมาก็คือความเย็นชาห่างเหินพาบให้ถอยห่างนับพันลี้ ไม่ต่างอะไรกับภูเขาน้ำแข็ง 2 ลูก
‘ในเมื่อฉีค่านนั่นแข็งแกร่งกว่าฉีกังและฉีกังเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดใต้เซียนขัดเกลาของคฤหาสน์ฟ้าลิ่วล่อง…ถ้างั้นฉีค่านนี่ก็เป็นเซียนขัดเกลาแล้วสินะ’
ต้วนหลิงเทียนลอบกล่าว
ด้านฉีกังที่ยืนอยู่กลางเวทีเม็ดหมาก พอเห็นความสนใจของผู้คนละออกจากมันไปตกอยู่ที่ร่างฉีค่านกันหมด ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มเจื่อนๆออกมาคราหนึ่ง หากแต่มันก็ไม่ได้ไม่พอใจอะไร
เทียบกับฉีค่านแล้ว มันย่อมรู้ตัวเองดี
ฉีค่านนั้นยังอายุน้อยกว่ามันเสียอีก!
ทว่า 10 ปีที่แล้วมันไม่ใช่คู่มือฉีค่าน มาตอนนี้ช่องว่างยิ่งขยายใหญ่ขึ้น!