ไปๆมาๆก็เริ่มกล่าวถึงวีรกรรมซุกซนทั้งหลายในวัยเด็กของหานเฉวี่ยไน่ กระทั่งเรื่องพิเรนทร์มากมายที่นางได้กระทำเอาไว้ เรียกว่าตอนที่นางได้พบพานต้วนหลิงเทียนนั้น ความซุกซนของนางในวัยเด็กแทบหายไปหมดแล้ว ทำให้ต้วนหลิงเทียนรู้สึกสนุกสนานและขบขันไม่น้อย
“ท่านพ่อ ท่านเล่าเรื่องพวกนี้ของข้าออกมาได้อย่างไร หากท่านยังไม่หยุด..ข้าจำได้ว่าท่านปู่เองก็เคยเล่าให้ข้าฟัง ว่าตอนท่านยังเด็ก ท่านเป็นอย่างไรบ้าง…”
หานเฉวี่ยไน่กล่าวออกมาด้วยใบหน้าบูดบึ้ง ท่าทางไม่พอใจที่ถูกบิดาขายเสียเท่าไหร่
“เอาล่ะๆ พ่อไม่แกล้งเจ้าแล้ว”
หานเจิ้งเทียนส่ายหัวไปมา ค่อยมองกล่าวกับต้วนหลิงเทียนอีกครั้ง “ในเมื่อเจ้าเป็นสหายอันดีของเฉวี่ยไน่ ทั้งเรียกข้าว่าลุงหานแล้ว งั้นจากนี้ไปหากเจ้าไม่ว่าอะไรข้าจะเรียกหาเจ้าว่า เสี่ยวเทียน แล้วกัน”
ต้วนหลิงเทียนเพียงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม เขาไม่ได้ขัดข้องอะไร
“เสี่ยวเทียนข้าได้ยินเฉวี่ยไน่เล่ามา ว่าตอนที่เจ้าอยู่ประเทศฝูเฟิง…เจ้าสามารถฆ่าหลินตงอันดับ 1 ในรายนามนภาของคฤหาสน์หลิ่งหนานหยวนได้ ทั้งๆที่มันทะลวงถึงขอบเขตเซียนแล้วจริงหรือ?”
หานเจิ้งเทียนมองถามต้วนหลิงเทียนด้วยสายตาอยากรู้นัก
มันไม่รีบกล่าวถึงตราผนึกมารออกมา เพราะกลัวว่าจะทำให้ต้วนหลิงเทียนคิดมาก
ส่วนคำถามที่มันพึ่งถามออกไปนั้นนับเป็นเรื่องที่สร้างความตกตะลึงให้มันมากเป็นอันดับสองรองจากเรื่องตราผนึกมาร