ต้วนหลิงเทียนพอได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะเผยยิ้มขื่นขมออกมา นี่เขามัวนั่งบ้าทำอะไรอยู่ตั้ง 2-3 วัน?
หากเขาถามผู้คนตั้งแต่แรกๆ ป่านนี้เขาคงได้รู้เรื่องหานเฉวี่ยไน่ไปนานแล้ว! ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าหานเฉวี่ยไน่จะมาจากคฤหาสน์คลื่นขจีจริงหรือไม่!!
‘ดูเหมือนข้าจะเดาถูกแล้วจริงๆ หานเฉวี่ยไน่เป็นคนของคฤหาสน์คลื่นขจี…แต่ไม่คิดเลยว่านางจะเป็นบุตรีคนเดียวของผู้นำคฤหาสน์’
เมื่อนึกถึงเด็กสาวตัวน้อยที่เคยพบในวันวาน สายตาต้วนหลิงเทียนก็เผยความอ่อนโยนขึ้นมา
“หินเซียนก้อนนี้เป็นของเจ้าแล้ว”
หลังจากได้รับทราบแล้วว่าหานเฉวี่ยไน่เป็นคนของคฤหาสน์คลื่นขจีจริงๆ ต้วนหลิงเทียนก็รู้ดีว่าเขาสมควรทำอะไรสืบต่อ
เนื่องจากสถานะที่พิเศษของหานเฉวี่ยไน่ เขาย่อมสามารถไปเยี่ยมนางในฐานะสหายได้ ‘เดี๋ยวนะ ข้าแค่ไปเยือนสาขาของคฤหาสน์คลื่นขจีที่ตั้งอยู่ในเมืองคลื่นขจีนี้ก็พอนี่นา จะไปถึงที่หรือยังไงก็ไม่ต่างกัน ขอเพียงหานเฉวี่ยไน่รู้ว่าข้าอยู่ที่เมืองคลื่นขจีก็ใช้ได้แล้ว’
พอคิดถึงจุดนี้ ต้วนหลิงเทียนก็เริ่มระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เส้นประสาทที่ขึงตึงมาหลายวันก็พอได้ผ่อนคลายลงบ้าง
ตอนแรกแม้จะคาดเดาว่าหานเฉวี่ยไน่อาจจะเป็นคนของคฤหาสน์คลื่นขจีสกุลหาน แต่ทั้งหมดล้วนเป็นเขาคาดเดาไปเองไม่มีหลักฐานยืนยันสักอย่าง จึงอดไม่ได้ที่จะตึงเครียดกดดันอยู่บ้าง