“ลุงเฟิ่ง นิกายอัคคีล่องลอยก็อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ ด้วยความเร็วของข้าไม่ทันเที่ยงวันก็สมควรไปถึงแล้ว”
ต้วนหลิงเทียนกล่าวบอกเฟิ่งหวู่เต้าด้วยรอยยิ้ม
เขาเองก็สังเกตเห็นความตื่นเต้นยินดีของเฟิ่งหวู่เต้าได้ชัดเจน และเขาก็รับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายดี “ข้าว่าเทียนหวู่ต้องยินดีมากแน่ๆ ที่ได้เจอท่าน”
พอคิดถึงเรื่องนี้ต้วนหลิงเทียนก็อดมีความสุขกับเฟิ่งเทียนหวู่เสียไม่ได้
ในขณะที่ต้วนหลิงเทียนกับเฟิ่งหวู่เต้าออกเดินทางไปยังนิกายอัคคีล่องลอย ปรากฏร่าง 2 ร่างเดินออกมาจากพระราชวังหลังหนึ่ง และกำลังมุ่งหน้าไปยังตำหนักที่พักอันหรูหราแห่งหนึ่ง
ผู้นำเป็นชายวัยกลางคนศีรษะล้านเลี่ยนเตียนโล่ง
ส่วนคนที่ติดตามอยู่ด้านหลังนั้นเป็นชายชรา ที่แลดูท่าทางอึดอัดคล้ายประหม่าไม่น้อย
“เจ้ากลับมายังวังหลวงครั้งนี้ ใช่คิดมารับหนี้บุญคุณที่องค์ชายสี่เคยติดค้างไว้ใช่หรือไม่?”
ทันใดนั้นชายวัยกลางคนที่เดินนำพลันกล่าวถามชายชราออกมาเสียงเบา
“ใช่แล้วท่าน”
ต่อหน้าชายวัยกลางคน ชายชราไม่กล้าละเลยอะไรเร่งตอบกลับไปตามตรงด้วยสุภาพทันที มันไม่กล้าไม่สุภาพ!
“เจ้าต้องเข้าใจให้ชัดเสียตั้งแต่ตอนนี้ หากองค์ชายสี่ยินดีช่วยเหลือเจ้าเพื่อตอบแทนบุญคุณ เช่นนั้นแล้วหลังจากนี้ตัวเจ้าจักมิมีอันใดเกี่ยวข้องกับตำหนักอ๋องเฉียนแห่งนี้อีกต่อไป”
ชายวัยกลางคนกล่าวออกมาอีกครั้ง
“ข้าเข้าใจดี”