อย่างไรก็ตามเทียบกับอาการกระตือรือร้นของหลิวฮ่วน อาวุโสจ้าวเฟิงกลับสงบกว่ามาก ทีท่าเย็นชาห่างเหินพาลให้ผู้คนอยากออกห่างนับพันลี้ “อาวุโสหลิวฮ่วน เร่งรุดมาหาข้าทันทีที่ออกด่านแบบนี้…ข่าวสารท่านนับว่าไม่เลวเลย”
“มิกล้าๆ”
หลังจากได้ยินคำนี้ของจ้าวเฟิง หลิวฮ่วนก็ค่อยๆลดสีหน้ายินดีเป็นเคร่งขรึม สุดท้ายค่อยกล่าวด้วยความทอดถอนใจ “อาวุโสจ้าวเฟิงข้ามิได้มาหาท่านก็นับเป็นปีได้แล้ว…แต่ที่ข้ามาคราวนี้เพราะข้ามิอาจไม่มา”
“หืม? เจ้ามีธุระอะไรกับข้างั้นหรือ?”
จ้าวเฟิงมองถามหลิวฮ่วน แม้น้ำเสียงจะยังคงเรียบเฉย แต่เผยให้เห็นความสนใจใคร่รู้ไม่น้อย
“อาวุโสจ้าวเฟิงท่านพึ่งออกจากการปิดด่าน…คงยังมิทราบเรื่องที่เฝิงฟ่านถูกผู้คนสังหารตกตายแล้วใช่หรือไม่?”
หลิวฮ่วนกล่าว ค่อยระบายลมหายใจออกมาอีกรอบ
“เจ้าว่าอะไร?!”
วาจานี้ของหลิวฮ่วนทำให้สีหน้าท่าทางจ้าวเฟิงเปลี่ยนไปทันใดไม่อาจคงความสงบอยู่ได้ “เจ้าบอกว่า…เฝิงฟ่านถูกฆ่าตายแล้ว?”
“ใช่”
หลิวฮ่วนพยักหน้า
“ใคร! มันเป็นใคร! มันเป็นใคร!?”
จ้าวเฟิงฟล่าวถามซ้ำหลายครั้งหลายครา น้ำเสียงเยียบเย็นปานหล่มน้ำแข็ง กลิ่นอายอำมหิตเริ่มแผ่ออกมาทั่วกาย
เมื่อแลเห็นถึงโทสะอารมณ์ที่ลุกโหมของจ้าวเฟิง หลิวฮ่วนลอบยิ้มยินดีในใจ
ยิ่งจ้าวเฟิงให้ความสำคัญเฝิงฟ่านมากเท่าไหร่ มันยิ่งพึงใจมากเท่านั้น!