ชายร่างใหญ่แลดูแข็งแกร่งอดไม่ได้ที่จะกล่าวถาม
“ยังต้องแปลกใจอันใด แต่แรกเจ้าหนุ่มคนนั้นก็มิคล้ายคนสิ้นคิดหาที่ตายอะไร…”
ชายชรานั้นอยู่ในชุดสีขาวกระจ่าง ขนคิ้วเส้นผมของมันก็ขาวโพลนตัดกับผิวสีทองแดงของมันอยู่บ้าง ท่วงท่าของมันแลดูสงบราวนักปราชญ์ สภาวะร่างคล้ายจะหลอมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติและศาลาชมบุปผา ไม่มีความรู้สึกผิดแผกแตกต่างระหว่างมันกับสรรพสิ่งโดยรอบ
“ผู้อาวุโส…เฝิงฟ่านจะอย่างไรก็เป็นศิษย์ของอาวุโสจ้าว…หากอาวุโสจ้าวออกจากการปิดด่านฝึกตนมา ข้าเกรงว่าเจ้าหนุ่มนั่นคงยากจะรอดพ้นหายนะไปได้”
ชายร่างใหญ่กล่าวอีกรอบ
“อ่านั่นนับว่ามีปัญหาอยู่บ้าง”
ชายชุดขาวพยักหน้ารับคำ กล่าวรำพันเบาๆอยู่พักหนึ่ง ก็คลี่ยิ้มออกมาอีกครั้ง “มิรู้ทำไม แต่ข้ารู้สึกเชื่อมั่นในตัวของเจ้าหนุ่มนั่นนัก…ข้ายังอยากจะรอดูว่าเจ้าหนุ่มนั่นจะจัดการเรื่องราวกับจ้าวเฟิงอย่างไร”
จ้าวเฟิงนั้น คือผู้อาวุโสฝ่ายในที่ทรงพลังคนหนึ่งของสำนักจันทร์จรัสแสง และยังเป็นอาจารย์ของเฝิงฟ่าน
ฝ่ายในของสำนักจันทร์จรัสแสงมีอาวุโสอยู่เกือบๆ 20 คน
ทว่าพลังฝีมือของจ้าวเฟิงผู้นี้กลับติด 1 ใน 3 ของผู้ที่เข้มแข็งที่สุด ย่อมจินตนาการออกได้ว่าพลังฝีมือของมันร้ายกาจปานใด
“ท่านอาวุโส…ท่านไม่กลัวเจ้าหนุ่มนั่นถูกฆ่าหรือ?”
ชายร่างใหญ่กล่าวถาม
“ข้ากล่าวไปแล้วมิใช่หรือว่าข้าเชื่อในตัวเขา…เจ้ากลับไปได้แล้ว”
ชายชราชุดขาวกล่าว
“ทราบ”