่งหน่อยแล้วกัน! ดูว่านางวางแผนอะไรไว้”
ทว่าขณะกำลังพูด หวันเหยียนเชียนหวามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่าอาสือซาน ข้าว่าท่านไม่ต้องไปแล้ว ท่านดูสิ พวกเขามาแล้ว”
จวินเจวี๋ยซางกับหวันเหยียนสือซานมองตามสายตาของนางไป เห็นเงาร่างหนึ่งแดงหนึ่งขาวคุมกระบี่ ก่อนจะร่อนลงจากกลางท้องฟ้า มาถึงตรงหน้าพวกเขาในพริบตาเดียว
“เห็นทีพวกเจ้าก็สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวนั้นแล้ว เดิมทีข้าอยากไปหารือกับเจ้า คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะรวดเร็วทีเดียว” หวันเหยียนสือซานหัวเราะเสียงดัง สายตากวาดมองเฟิ่งจิ่ว จากนั้นมองโม่เฉิน “จิ๊ๆ เห็นทีจะไม่ใช่เจ้า! เช่นนั้นก็ยุ่งยากขึ้นมาแล้วจริงๆ!”
ทีแรกเขาคิดว่าคนที่เลื่อนขั้นสู่ระดับราชันเทพก็คือโม่เฉิน แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่
“ข้ายังอยู่ห่างจากระดับราชันเทพอีกมาก” โม่เฉินยิ้มกล่าวอย่างอ่อนโยน กวาดสายตามองทุกคน
“ดังนั้นก็ต้องลำบากท่านแล้ว” เฟิ่งจิ่วยิ้มพลางเดินไปข้างหน้า นั่งลงข้างโต๊ะ
ฟังดังนั้นแล้ว หวันเหยียนสือซานพลันเลิกคิ้ว ถามอย่างสนอกสนใจ “หมายความว่าอย่างไร”
“ข้าอยากให้ท่านกลับไปตรวจสอบดูหน่อย ดูว่าใครเลื่อนขั้นสู่ระดับราชันเทพ” เฟิ่งจิ่วเอ่ย นางหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “ข้าคิดๆ ดู