อย่างนี้เลย?” เฟิ่งจิ่วหัวเราะเบาๆ หยิบตะเกียบเล่มหนึ่งขึ้นมา บอกว่า “ที่จริงข้านั่งตรงนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่างเช่น แอบขว้างอาวุธลับออกไปเป็นระยะ เจ้าว่าฟังดูเป็นอย่างไรเล่า?”
เอ่ยจบ ตะเกียบที่นางกำลังควงเล่นอยู่พลันพุ่งทะลุเกราะป้องกันออกไปใส่ชายร่างกำยำ ตะเกียบที่พุ่งเข้าไปโดยไม่ทันตั้งตัวเล่มนั้นแทงทะลุมือข้างที่ถือกระบองเหล็กของชายฉกรรจ์ และเสียบคาอยู่อย่างนั้น เลือดสีแดงสดไหลออกมา พร้อมกับที่ชายฉกรรจ์ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เขาหันขวับ ตวัดสายตามองมา
“เจ้ามัวยืนอึ้งอะไรอยู่ ฆ่าเจ้าเด็กเปรตนั่นเสีย!”
ชายฉกรรจ์จ้องเฟิ่งจิ่วด้วยสายตาเคียดแค้น กระบองเหล็กในมือกระแทกใส่เกราะป้องกันอย่างแรง เห็นเพียงพลังวิญญาณสองขุมปะทะกัน สุดท้ายก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย เพียงแต่เกราะป้องกันนั่นก็อ่อนลงด้วย
หญิงงามชุดดำเห็นอย่างนั้นก็แสยะยิ้ม นางหันไปมองเฟิ่งจิ่วที่อยู่ในเกราะป้องกัน “เจ้าว่า เกราะป้องกันนี้จะปกป้องเจ้าได้อีกนานแค่ไหน”
เฟิ่งจิ่วเองก็ไม่พูดอะไร เพียงหันไปมองหวันเหยียนสิบสามประมือกับสองคนนั้น ดูท่าแล้ว หวันเหยียนสิบสามจะแข็งแกร่งกว่าคนทั้งคู่ ถึงแม้สู้กันแบบสองต่อหนึ่ง ยากที่จะรับมือก็จริง