ก่อนเอ่ยเสริมว่า “เกี่ยวกับเรื่องเผ่ามาร”
เฟิ่งจิ่วชะงักเท้า หันมองเขา “เผ่ามาร?”
น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำลงเล็กน้อย ใบหน้าดูหนักอึ้ง เอ่ยว่า “ใช่ เป็นเผ่ามาร ข้าได้ยินมาว่าเผ่ามารปล่อยข่าวอ ออกมา อีกไม่นานเหยียบสี่สำนักเซียนใหญ่ให้ราบเป็นหน้ากลอง เพราะเจ้าแห่งมารที่ไม่เคยก้าวเท้าออกจากเผ่ามารมานับ ร้อยปีจะออกมาแล้ว”
เฟิ่งจิ่วขมวดคิ้ว “ข่าวน่าเชื่อถือหรือไม่”
“แน่นอน”
เฟิ่งจิ่วเม้มปาก หันไปสั่งเหลิ่งซวง “ไป ให้คนสืบเรื่องที่เขาพูด รู้ข่าวแล้วรีบมาบอกข้า”
“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงรับคำ ก่อนจะหมุนตัวไปอย่างรวดเร็ว
อี้ซิวหรานเบ้ปาก “ไม่เชื่อข้า? ไม่เชื่อข้าแล้วยังถามข้าอีก?”
เฟิ่งจิ่วเหล่มองเขาแวบหนึ่ง “เรื่องใหญ่อย่างนี้ ย่อมไม่สามารถฟังความจากเจ้าฝ่ายเดียวได้” เอ่ยจบ เธอก็สาวเท้ าเดินต่อ
อี้ซิวหร่านแค่นเสียงในลำคอ เดินตามเธอไปเรื่อยๆ ชวนคุยเป็นระยะ กระทั่งเดินมาถึงหน้าเรือนเห็นเธอหยุดเดินกะ ะทันหัน ก็อดถามขึ้นไม่ได้ “มีอะไรหรือ”
เฟิ่งจิ่วมองเขาแปลกๆ ก่อนเอ่ยว่า “ข้าสิควรถามเจ้า? ข้าจะไปอาบน้ำ หรือเจ้ายังคิดจะตามไปด้วย”
ได้ยินอย่างนั้นอี้ซิวหร่านทำสีหน้าอิหลักอิเหลื่อ ภายใต้สายตาแปลกๆ ของเธอ เขากระแอมเบาๆ