้นได้ว่าก่อนหน้านี้ได้ยินเสียงคนคุยกัน ฉะนั้นจึงมาดู นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเจ้า”
ท่าทางของต้วนเยี่ยที่หน้าแดงไปจนถึงใบหู เธอเห็นแล้วก็รู้สึกน่าสนุก เจ้าเด็กคนนี้ยังคงมีนิสัยน่าอึดอัดเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” ต้วนเยี่ยเอ่ย ไม่เพียงเท่านั้น ยังเตือนเธออีกว่า “อีกอย่าง อย่าเอาแต่ตบหัวข้า จะส่งผลต่อสมองข้าได้”
“พรืด!”
เฟิ่งจิ่วอดยิ้มไม่ได้ “เจ้ายังกลัวจะส่งผลอะไรต่อสมองเจ้าอีก? ใครใช้ให้เจ้าไม่เจอกันนานแล้วก็ยังเป็นเหมือนเดิมอีกเล่า? ไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย” เธอส่ายหน้าเอ่ย
“ไม่เปลี่ยนไปเสียที่ไหน? เจ้าดูวรยุทธ์ของข้าตอนนี้ พลังของข้าพัฒนาขึ้นไม่น้อยแล้ว อยู่ในสำนักเมฆาหยกอย่างน้อยก็ถือเป็นคนสำคัญคนหนึ่ง” เขาราวกับกลัวว่าเธอจะไม่ยอมรับ จึงแสดงพลังและวรยุทธ์ออกมาให้เห็น
“เอาละๆ ข้ารู้แล้วว่าเจ้าเก่งกาจ” เธอยิ้มๆ เอ่ยว่า “ใช่แล้ว ช่วงก่อนข้าเพิ่งเจอซ่งหมิง เขาเคยเล่าเรื่องของพวกเจ้าให้ข้าฟัง ดูเหมือนพวกเจ้าต่างก็มีชีวิตที่ไม่เลวทีเดียว”
ได้ยินอย่างนั้น ต้วนเยี่ยเชิดคาง “แน่นอน ไม่ดูเสียบ้างว่าใครสอนมา จะไม่ได้ดีได้อย่างไร?”
………………………………….