้นมากไปจนเสียคนตามนางแล้วจริงๆ เดี๋ยวนี้ถึงขั้นพูดจาแดกกันข้าแล้วหรือ?”
“เสียคนตามเด็กเมื่อวานซืนอะไร?”
เสียงหนึ่งพลันดังมา ทำเอาตาเฒ่าสะดุ้งโหยง เขาตบหน้าอกตนเองทำหน้าตาตกใจหันกลับมา เห็นเฟิ่งจิ่วที่มาอยู่ข้างๆ เขาตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้กำลังยิ้มกว้าง ก็อดถอนหายใจโล่งอกไม่ได้ “เจ้าคิดจะทำให้ข้าตกใจตายหรือ? เหตุใดไม่ให้ซุ่มไม่ให้เสียงเสียบ้าง? ข้ายังนึกว่าเจ้าถูกสัตว์ร้ายเขมือบไปแล้วเสียอีก!”
“สัตว์ร้ายตัวใดกล้าเขมือบข้ากัน?” เฟิ่งจิ่วยิ้มตาหยี หาที่นั่ง ก่อนหันไปเอ่ยกับจัวจวินเยวี่ย “เจ้าไปพักผ่อนหน่อยเถิด! ฟ้าสางก็ต้องออกเดินทางแล้ว พักเอาแรงเสียหน่อย”
“อืม” จัวจวินเยวี่ยรับคำ หันไปมองตาเฒ่าแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินมานั่งขัดสมาธิลงที่ที่ตาเฒ่าเคยพักผ่อน จากนั้นก็หลับตาทำสมาธิ
“เมื่อครู่ท่านหลับไปนานขนาดนั้น คืนนี้ท่านเฝ้ายาม? หลังเที่ยงคืนข้ามาเปลี่ยน” เฟิ่งจิ่วเอ่ยกับเฟิ่งจิ่ว ไม่รอให้เขาตอบ ก็อ้าปากหาวจากนั้นก็หลับตา
“เจ้า…”
ตาเฒ่ามองสองคนที่หลับตานอนไปแล้ว รู้สึกจะพูดก็พูดไม่ออก ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนอยู่อย่างนั้น
ทำไมแต่ละคนถึงไม่ได้เรื่องสักคนอย่างนี้? หากเป็นคนอื่น มีใครบ้างที่กล้าใช้เขาผู้ที่เป