ินไปด้านหลังเขา
ชายชราเห็นอย่างนั้น รีบถาม “ดึกดื่นอย่างนี้เจ้าจะไปไหน?”
เฟิ่งจิ่วหันไปชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง เอ่ยว่า “ข้าไปปลดทุกข์ ท่านจะไปด้วยไหมเล่า?”
ได้ยินอย่างนั้น ชายชราหนังหน้ากระตุก ถลึงตาจ้องหน้าเธออย่างอับอาย ก่อนจะหันไปเอ่ยกับจัวจวินเยวี่ย “เจ้าดูนางๆ เหมือนสตรีเสียที่ไหน? อย่างไรก็เด็กเมื่อวานซืนชัดๆ!”
จัวจวินเยวี่ยไม่สนใจตาเฒ่า แต่หันไปถามเฟิ่งจิ่ว “ให้ข้าไปเฝ้าหรือไม่?”
“ไม่ต้อง” เฟิ่งจิ่วโบกมือโดยไม่หันกลับมา เงาร่างค่อยๆ หายลับไปในความมืด
“แม่หนูนี่คงไม่ฉวยย่องหนีไปหรอกกระมัง?” ฮุ่นหยวนจื่อถามอย่างไม่ค่อยวางใจ หันไปมองยังทางที่เฟิ่งจิ่วจากไป ส่ายหน้าเอามือไพล่หลังแล้วเดินไปเดินมา รอเฟิ่งจิ่วกลับมา
เห็นเขาท่าทางเหมือนกลัวนางจะหนีไป จัวจวินเยวี่ยจึงเอ่ยว่า “ข้าจะเชิญนางกลับตระกูลจัวด้วยกัน นางรับปากแล้ว ฉะนั้นนางไม่ไปไหนหรอก”
ได้ยินอย่างนั้น ตาเฒ่าชะงัก “เจ้าจะเชิญนางกลับตระกูลจัว? ไปทำอะไร?” เห็นเขาหลุบตาไม่ยอมตอบอะไร ตาเฒ่ากลอกตาไปมา ถามว่า “หรือว่า เจ้ากับอาจารย์ของแม่หนูนั่นเกี่ยวข้องกันจริงๆ งั้นหรือ?”
“อาจารย์ของนางน่าจะเป็นท่านปู่ของข้า” จัวจวินเยวี่ยตอบ
ได้ยินอย่างนั้น ตา