อีก! เจ้ายังกล้าพูดอีกนะ! เจ้า! ข้าว่าแล้ว ข้าว่าแล้วเจ้าเด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้าไม่มีทางยอมรับง่ายๆ แน่!” ยิ่งพูดเขาก็ยิ่งรู้สึกคับข้องใจ ยกมือกอดอกนั่งลงข้างเฟิ่งจิ่วเหมือนเฒ่าทารก จ้องเฟิ่งจิ่วด้วยดวงตาแดงก่ำ
เห็นคนระดับปรมาจารย์ ผู้เป็นดุจภูเขาไท่ซานของสำนักดาราจักรนั่งลงบนพื้นด้วยท่าทางปั้นปึง กอดอกจ้องเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความโมโหและคับข้องใจ ทุกคนที่เห็นอย่างนั้นได้แต่งุนงง
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
คุณชายรองไฉดึงฝานอี้ซิวไปถามที่ด้านหนึ่ง “ท่านผู้นี้คือท่านผู้อาวุโสฮุ่นหยวนจื่อจริงหรือ? เจ้าไม่ได้จำผิด?”
ฝานอี้ซิวกระอักกระอ่วน ตอบว่า “ไม่ผิดหรอก ท่านบุพพาจารย์มีนิสัยทำตามใจ เขาค่อนข้าง คือเขา…” ชั่วขณะหนึ่ง ฝานอี้ซิวเองก็หาคำอื่นมาพูดไม่ได้ ทำได้เพียงบอกว่า “ก็อย่างนี้แหละ คุณชายรองไฉอย่าได้ถือสา”
“ไม่หรอกๆ เพียงแต่เขากับเสี่ยวจิ่วนี่มันเรื่องอะไรกันแน่? เหตุใดคนหนึ่งว่ารู้จัก คนหนึ่งกลับบอกไม่รู้จัก?”
ฝานอี้ซิวส่ายหน้า ถอนหายใจเบาๆ “เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่รู้” แม้แต่คุณชายรองไฉยังไม่รู้ว่าระหว่างเสี่ยวจิ่วกับท่านบุพพาจารย์เกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วเขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่าสองคนนั้นเคยเจอกันมาก่อนหรือไม่?
เฟิ่งจิ่วที่นั่งพิงอยู่ใต้ต้นไม้เห็นตาเฒ่าเอาแต่เป่าหนวดและจ้องหน้าเธอ หนำซ้ำยังนั่งอยู่ตรงหน้าเธอไม่ยอมไปไหน ก็อดถามอย่างระมัดระวังไม่ได้ “ท่านผู้เฒ่า? นี่ท่านทำอะไรน่ะ?”
“เฮอะ! เจ้าเด