งนี้
กลับมาที่ตำหนักได้ไม่นาน ชายชุดคลุมสีดำก็กลับมาแล้ว ครั้นเข้ามาข้างใน เขามองหมายเลขเก้าที่อยู่ในที่ลับตา ก่อนขานเรียก “หมายเลขเก้า”
“ขอรับ” เธอเดินก้มหน้าออกมา
“หลังจากข้าออกไป เจ้าอยู่ที่ตลอดหรือไม่?” สายตาของเขาจับจ้องเด็กหนุ่ม
“เรียนนายท่าน เปล่าขอรับ ตอนข้าออกไปเข้าห้องน้ำถือโอกาสเดินแถวๆ นี้รอบหนึ่งขอรับ” เธอตอบไปตามตรง เชื่อว่าถึงเธอไม่บอก เขาก็รู้ว่าเธอไปไหนมา
อาจเพราะเฟิ่งจิ่วตอบโดยไม่ปิดบัง กลับทำให้เขาไม่คิดสงสัยอะไร เพียงพยักหน้า แล้วไม่ถามอะไรอีก
กระทั่งพลบค่ำของวันต่อมา ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาในตำหนักพร้อมกับหน้าผากที่เต็มไปด้วยเหงื่อ “นายท่าน แย่แล้ว เกิดเรื่องแล้วขอรับ”
“ว่ามา” คนที่อยู่บนที่นั่งประธานมองคนข้างล่างแวบหนึ่ง
“ตั้งแต่เที่ยงก็มีคนเกิดอาการผิดปกติหลายคนแล้ว แต่ละคนไม่ได้สติน้ำลายฟูมปาก ตรวจสอบแล้วพบว่าถูกพิษ เกรงว่าจะมีคนแฝงตัวเข้ามา เพราะข้าตรวจสอบที่แหล่งน้ำ แล้วพบว่ามีคนวางยาในแหล่งน้ำของเราขอรับ” ชายวัยกลางคนรายงานด้วยสีหน้าลนลาน ลึกๆ ข้างในหวาดกลัวสุดขีด ได้แต่ยกมือปาดเหงื่อเป็นพักๆ
ได้ยินอย่างนั้น ชายชุดคลุมสีดำขมวดคิ้ว ประกายเยือกเย็นพาดผ่านดวงตา “นี่เป็นวิหารใหญ่ของวิหารราตรี จะมีคนแอบแฝงตัวเข้ามาได้อย่างไรกัน? ทั้งยังเข้ามาอย่างเงียบเชียบไร้เสียงอีก?”
“คุณชาย แย่แล้ว ตำหนักตะวันตกไฟไหม้ขอรับ! ตำหนักอื่นก็ไฟไหม้ด้วย! ไฟลุกลามใหญ่โต ยาก