ผ้าไหมโปร่งบางไม่อาจปกปิดเรือนร่างที่งดงามดุจวสันตฤดู โดยเฉพาะอิริยาบถยามก้มหน้าหลุบตาอย่างอ่อนช้อยเช่นนั้น ยิ่งทำให้ผู้อาวุโสกุ่ยดวงตาเป็นประกาย เผยยิ้มพึงพอใจออกมา
“มานี่” เขาเรียก สายตากวาดมองเรือนร่างของหญิงสาวทั้งสองอย่างประเจิดประเจ้อ
หญิงสาวสองคนรับคำอย่างอ่อนหวาน ก้าวเข้าไป อิงแอบในอ้อมอกของผู้อาวุโสกุ่ย…
ผู้ฝึกวิชามารคนนั้นถอยออกไปอย่างรู้ตัว หลังจากเดินออกไป ก็ยังคงได้ยินเสียงเบิกบานจากข้างใน…
กว่าพวกเฟิ่งจิ่วจะเดินออกมาจากในนั้น ก็เป็นเวลาเที่ยงของอีกวันแล้ว
พวกผู้อาวุโสกุ่ยที่เห็นคนพวกนั้นยังรอดกลับมาได้เยอะขนาดนี้ ลึกๆ ข้างในลอบประหลาดใจ เพราะคนที่ถูกขังในคุกใต้ดินล้วนมีแต่คนโหดเหี้ยมอำมหิต เรื่องพลังไม่ต้องพูดถึง เดิมนึกว่าสุดท้ายหากจะมีคนรอดกลับมาไม่กี่สิบคนก็ถือว่ามากแล้ว นึกไม่ถึง…
เข้าไปคราวนี้กลับหายไปเพียงสี่ห้าคนเท่านั้น และพวกที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา แม้แต่ละคนจะมีบาดแผลหนักเบาต่างกันไป แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเขาผ่านการทดสอบสุดโหดมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า
“หมายเลขเก้า” สายตาของผู้อาวุโสกุ่ยกวาดมองผ่านทุกคน ก่อนจะหยุดลงที่เด็กหนุ่มข้างหน้า
“ขอรับ” เฟิ่งจิ่วก้าวออกไปอย่างไม่ลังเล
ผู้อาวุโสกุ่ยจ้องเด็กหนุ่มตรงหน้า เห็นว่าเด็กหนุ่มกำลังเติบโตขึ้นแล้วจริงๆ อย่างน้อย หว่างคิ้วก็ไม่มีความขี้ขลาดและหวาดกลัวเหมือนตอนแรกแล้ว เริ่มมีไอดุดันแผ่อยู่รอบกาย
เขาพอใจกับจุดนี้มาก
“